วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ประโยชน์ของว่านหางจระเข้

           ว่านหางจระเข้ จัดว่าเป็นพืชที่มีประโยชน์มาก อยู่ในกลุ่มตะบองเพชรเขตร้อน ส่วนประโยชน์ของเจ้าว่านห่างจระเข้จะมีอะไรบ้างนั้นไปดูกันเลย!



๑. แก้ปวดศีรษะ นำว่านหางจระเข้ตัดให้เป็นแว่นบางๆ เอาปูนแดงทาที่วุ้น แล้วปิดที่ขมับ จะทำให้เย็นหายปวด 


๒. แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ใช้น้ำเมือกจากว่านหางจระเข้รักษา แผลไฟลวก ขนาดรุนแรงที่สุด โดยทาน้ำเมือกที่แผลให้เปียกอยู่เสมอ แผลจะหายรวดเร็วมาก อาการปวดแผลหรือการเกิดแผลเป็นจะมีน้อยมากหรือไม่มีเลย 



๓. ผิวไหม้เพราะถูกแดดเผา ใช้วุ้นหางจระเข้ทาบ่อยๆ ช่วยลด อาการปวดแสบปวดร้อน ผิวตึง และลดจำนวนผิวที่ลอก 



๔. แผลจากของมีคมและแผลอื่นๆ ทำความสะอาดแผลเสียก่อน แล้วเอาวุ้นปิดลงที่แผลให้สนิท เอาผ้าปิดไว้ แล้วหยอดน้ำเมือกลงไปให้ผ้าตรงบริเวณที่แผลเปียกอยู่เสมอ ช่วยให้แผลหายเร็ว และลดรอยแผลเป็น 



๕. กระเพาะลำไส้อักเสบ รับประทานวุ้นหางจระเข้ ๑-๒ ช้อนโต๊ะ วันละหลายๆ ครั้ง ใช้ได้ผลในรายที่ลำไส้ใหญ่อักเสบ หรืออวัยวะอื่น ในทางเดินอาหารเกิดการอักเสบ 



๖. บำรุงผมและหนังศีรษะ ใช้วุ้นว่านหางจระเข้ ชโลมผมให้ทั่ว ทิ้งไว้ให้แห้ง รุ่งเช้าจึงใช้น้ำล้างออก ทำให้ผมดกดำเป็นเงางาม หวีง่ายขึ้น และรักษาแผลบนหนังศีรษะ ( ก่อนใช้ควรทดลองก่อนว่า แพ้ว่าน หรือไม่ และควรใช้แต่น้อยดูก่อน ที่สำคัญอย่าให้ยางถูกผมเพระายางจะ กัดหนังหัว) 



๗. ป้องกันการติดเชื้อ ใช้วุ้นหางจระเข้ ทาแผลรักษาแผลติดเชื้อได้ ทำให้แผลดีขึ้น ภายใน ๑๒ ชั่วโมง 



๘. ผื่นคันที่เกิดจากการแพ้สารต่างๆ เนื่องจากวุ้นหางจระข้จะมีฤทธิ์ระงับปวด จึงช่วยลดอาการคันด้วย และยังช่วยให้ผื่นคันหายเร็ว 



๙. ขี้เรือนกวาง และผื่นปวดแสบปวดร้อน ใช้วุ้นหางจระเข้ กินวันละ ๑-๒ ครั้งๆ ละ ๑-๒ ช้อนโต๊ะ และทาควบคู่กันไป ว่านหางจระเข้ เป็นยาฝาดสมาน อาจทำให้ผิวแห้งได้ จึงควรผสมน้ำมันทาผิว หรือ น้ำมันอย่างอื่นควบคู่ไปด้วย 



๑๐. ลบรอยแผลเป็น ใช้วุ้นว่านหางจระเข้ทา เช้า-เย็น จะลดรอย แผลเป็น 



๑๑. ลบท้องลายหลังคลอด ใช้วุ้นว่านหางจระเข้ทาผิวท้อง ขณะตั้ง ครรภ์ แม้หลังคลอดแล้วก็ควรใช้ทาต่อเพื่อช่วยให้ผิวหน้าท้องกลับคืนสู่ สภาพปกติ คนที่เคยใช้ยืนยันว่าได้ผลดี 



๑๒. เส้นเลือดดำขอดที่ขา ใช้วุ้นว่านหางจระเข้ ทาที่บริเวณเส้นเลือด ดำขอด และมีบางคนใช้ได้ผลดีมาก 



๑๓. มะเร็งที่ผิวหนัง ใช้วุ้นว่านหางจระเข้ ทาวันละ ๒-๔ ครั้ง เป็นเวลาหลายเดือน 



๑๔. แผลครูดและแผลถลอก ใช้วุ้นว่านหางจระเข้ทาเบาๆ ให้ทั่วใน ๒๔ ชั่วโมงแรก ทาบ่อยๆ แผลจะไม่ค่อยเจ็บและหายเร็วมาก 



๑๕. โรคปวดตามข้อ รับประทานวุ้นว่านหางจระเข้ เป็นประจำจะหาย ปวดได้






วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

การดูแลรักษา Notebook



                            การดูแลรักษา Notebook ที่ดี 10 ประการ


1. อย่าใช้งานนานเกินไป
เนื่องจากโน้ตบุ๊คมีพื้นที่ในการระบายความร้อนค่อนข้างจำกัด แม้ในปัจจุบันผู้ผลิตโน้ตบุ๊คจะติดตั้งระบบพัดลมระบาย ความร้อนที่มีประสิทธิภาพแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีความร้อนบางส่วนสะสมอยู่ในภายในเครื่องได้ ซึ่งความร้อนเหล่านี้อาจส่งผล ให้การทำงานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในเครื่องมีอายุการใช้งานสั้นลงได้ หากใช้โน้ตบุ๊คไประยะหนึ่ง ประมาณ 5-6 ชั่วโมง หรือรู้สึกว่าตัวเครื่องมีความร้อนสูงพอสมควรแล้ว เราก็ควรปิดเครื่องเพื่อเป็นการพักเครื่องสักระยะหนึ่งก่อนแล้วจึงเปิด ใช้งานใหม่อีกครั้ง น่าจะเป็นการใช้งานที่เหมาะสมกว่า
หรือถ้าท่านมีความจำเป็นที่ต้องใช้งานยาวนานติดต่อกันเป็นประจำ และอยากที่จะดุแลรักษาโน๊ตบุ๊คของท่านไปนานเท่าที่จะทำได้ เพราะแต่ล่ะเครื่องกว่าจะได้มาเลือดตาแทบกระเด็น อิอิ ท่านอาจจะใช้ตัวระบายความร้อนแบบรองใต้ตัว โน๊ตบุ๊คแถมมีพัดลมระบายความร้อยอีกต่างหาก มีไฟด้วย หรูหราไฮโซมาก ดังรูปเลย ราคาก็แล้วแต่ความหรูหรา ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 100 กว่าบาทถึง300-400ครับ
หรือถ้าหากว่าใช้แบบเรียบง่ายแบบเศรษฐกิจพอเพียงละก็ขอแนะนำวิธีการประหยัดและใช้ง่ายได้ดีเหมือนกัน ท่านอาจใช้ยางรองขาตู้ หรือ โต๊ะ ตามรูปเลยครับ หาซื้อได้ตามโฮมโปร โฮมเวิร์ค และที่อื่นๆที่จะสรรหามาได้ ในราคา 4 ตัว ไม่ถึง 50 บาท มารองทั้ง 4 มุม ของโน๊ตบุ๊คก็ใช้งานได้เหมือนกัน
2. การกระทบกระเทือนเป็นศัตรูตัวฉกาจของโน้ตบุ๊ค
เมื่อมีความจำเป็นต้องพกพาโน้ตบุ๊คไปไหนด้วย การใส่โน้ตบุ๊คไว้ในกระเป๋าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพื่อป้องกันโน้ตบุ๊คจากการ กระทบกระเทือน การกดทับก็เช่นกัน มีผู้ใช้บางรายใส่โน้ตบุ๊คไว้ในกระเป๋าเดินทาง ซี่งอาจทำให้กระเป๋าของเราถูกวางซ้อนจาก กระเป๋าใบอื่นได้ หรืออาจถูกจับโยนจนทำให้จอภาพแตกได้ หากนำไปเข้าศูนย์ แม้จะอยู่ในระยะเวลารับประกันก็ไม่สามารถเคลม ประกันได้ เพราะไม่ได้เกิดจากความบกพร่องของตัวสินค้า ดังนั้นเวลาเดินทางควรเก็บโน้ตบุ๊คในกระเป๋าถือที่อยู่กับตัวตลอด เวลาดีกว่า
3. แบ็คอัพข้อมูลไว้ก่อน
เนื่องจากอาจมีความบกพร่องทางฮาร์ดแวร์ที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ และไวรัสที่อาจเข้าทำลายข้อมูล ดังนั้นการแบ็คอัพข้อมูล หรือทำการสำรองข้อมูลจึงเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง
4. ไม่ควรเสียบชาร์จแบตเตอรี่ตลอดเวลา
เราควรใช้แบตเตอรี่ให้หมดก่อนจึงจะชาร์จใหม่ เพื่อเป็นการยืดอายุดการใช้งานของแบตเตอรี่ หรือบางรุ่นก็แนะนำว่าทุก 2-3 เดือน ให้ใช้แบตเตอรี่จนหมดหรือเกือบหมดสักครั้งก่อนจะชาร์จใหม่ และสิ่งที่เกี่ยวข้องที่ขาดได้ไม้เลยก็คือ อแดปเตอร์ อย่างแรกคือปลั๊กของอแดปเตอร์ ซึ่งหลายท่านอาจจะมองข้ามไป แค่เสียบติดเป็นอันว่าใช้ได้นั้น บางครั้งไม่ใช่แค่นั้น การเสียบเข้ากับปลั๊กไฟต่างๆตามบ้านหรือตามสำนักงานนั้น ถ้าหากว่าเราเสียบไม่แน่นหรือว่าปลั๊กที่จ่ายไฟมีลักษณะหลวม ก็อาจเป็นสาเหตุให้ อแดปเตอร์ของเราพังได้ง่ายๆเช่นกันถึงแม้จะเป็นของใหม่ เพราะว่าการที่เราเสียบไม่แน่นทำให้เกิดการสปาร์คที่ปลั๊กไฟ และเกิดไฟกระชาก อาจทำให้ฟิวส์ภายในอแดปเตอร์ขาดหรืออุปกรณ์อื่นๆพังได้ในทันที
อีกอย่างเกี่ยวกับ อแดปเตอร์ ส่วนมากสายฝั่งที่เสียบเข้ากับโน๊ตบุ๊คนั้นมักจะเป็นสายเส้นเล็กและขาดได้ง่ายเนื่องจากการใช้งานที่ไม่ระวังเช่นเวลาเก็บสายมักจะดึงสายจากออกจากโน๊ตบุ๊ดแล้วท่านก็ดึงอแดปเตอร์ที่วางอยู่กับพื้นโดยใช้สายของมันเองดึงขึ้นมาน้ำหนักของอแดปเตอร์เมื่อดึงสายบ่อยๆอาจทำให้สายเริ่มขาดได้บริเวณอแดปเตอร์ วิธีการที่จะช่วยป้องกันได้โดยอาจใช้เทปพันสายไฟหรือเทปผ้าติดสันปก พันสายรวมเข้ากับตัวอแดปเตอร์จะช่วยป้องกันสายขาดบริเวณขั้วอแดปเตอร์ได้
5.บำรุงรักษาจอ LCD
· หลีกเลี่ยงการใช้นิ้วหรือของแข็งสัมผัสหน้าจอ เนื่องจากโครงสร้างภายในของจอ LCD ประกอบด้วยชั้นแก้วบางๆ ผลึกคริสตัลเหลว และชั้นโพลาไลซ์กรองแสง ทำให้จอ LCD เป็นจอภาพที่ค่อนข้างบอบบางต่อการกระทบกระเทือน และแรงกด จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้นิ้วมือหรือของแข็ง
· ทำความสะอาดจอภาพอย่างถูกวิธี โดยหาซื้อน้ำยาและผ้าที่ใช้สำหรับทำความสะอาดหน้าจอโดยเฉพาะ หรือถ้าไม่อยาก เสียเงิน จะใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ (เอาแค่ชื้น ๆ อย่าให้น้ำหยดเด็ดขาด) มาเช็ดทำความสะอาดหน้าจอก็ได้ โดยการเช็ด ทำความสะอาด ควรเช็ดอย่างเบามือที่สุด และเช็ดไปในทางเดียวกัน ห้ามเช็ดแบบหมุนวนเด็ดขาด เพราะอาจสร้างรอย ขีดข่วนให้กับจอภาพได้
!!!! ห้ามฉีดน้ำหรือน้ำยาลงบนจอภาพโดยเด็ดขาด ควรฉีดน้ำหรือน้ำยาทำความสะอาดลงบนผ้าก่อนแล้วจึงนำไปเช็ด เพราะหยดหรือละอองน้ำอาจหลุดเข้าไปในช่องลำโพง คีย์บอร์ด และข้อต่อต่างๆ อันอาจส่งผลให้เครื่องเสียหายได้ !!!!
6. ทำความสะอาจโน้ตบุ๊คอยู่เสมอ
เนื่องจากโน้ตบุ๊คเป็นอุปกรณ์ที่มีซอกมีมุมที่ฝุ่นผงมีโอกาสเข้าไปสะสมได้อยู่เสมอ ๆ ไม่ว่าจะเป็นแป้นคีย์บอร์ด ช่องลำโพง หรือข้อต่อต่าง ๆ เป็นต้น อุปกรณ์เสริมที่คุณควรมีก็คือ น้ำยาทำความสะอาดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ แปรงเล็กๆ หรือหาเครื่อง ดูดฝุ่นขนาดเล็กสักเครื่องไว้ใช้ก็ดี
7. หลีกเลี่ยงสิ่งสกปรก
ขณะใช้โน้ตบุ๊ค เราไม่ควรนำอาหาร น้ำดื่ม เข้ามารับประทานหรือวางใกล้โน้ตบุ๊ค ทั้งนี้เพราะความชื้นรวมถึงเศษอาหาร อาจหลุดเข้าไปทำความเสียหายให้โน้ตบุ๊คได้
9. หลีกเลี่ยงแผ่นดิสก์ที่ไม่สมบูรณ์
เพราะอาจทำให้ไม่สามารถนำแผ่นดิสก์ออกจากไดรว์ไม่ได้
10. อย่าซน
ไม่ควรถอดหรือแคะแกะชิ้นส่วนต่าง ๆ ของโน้ตบุ๊คโดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เครื่องเสียหายและหมดประกันได้ ถ้าหากโน้ตบุ๊คมีปัญหาควรส่งศูนย์ซ่อมทันที ไม่ควรพยายามแก้ไขเครื่องด้วยตนเอง

วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2556

แอปเปิ้ล

          








          แอปเปิ้ลเป็นผลไม้ที่คนทั่วโลกนิยมบริโภค เพราะแอปเปิ้ลทนทานต่อการขนส่ง เก็บไว้ได้นานจึงเดนิทางไปได้ทั่วโลก ที่สำคัญแอปเปิ้ลเป็นผลไม้ที่มีสีสันชวนรับประทาน เนื้อสัมผัสกรอบ รสชาติอร่อย กินได้ง่าย มีกลิ่นหอม ราคาไม่แพง และมีคุณค่าทางโภชนาการ ที่สำคัญคือไม่ทำให้อ้วน แอปเปิ้ลจึงได้ชื่อว่าเป็น "ราชาแห่งผลไม้ลดน้ำหนัก"


          ถ้าเปรียบเทียบแอปเปิ้ลเขียวกับแอปเปิ้ลแดง พบว่า คุณค่าทางโภชนาการไม่แตกต่างกันมากนัก แต่แอปเปิ้ลแดงมีปริมาณสารแอนโทไซยานิน ที่มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าแอปเปิ้ลเขียว แอปเปิ้ลให้พลังงานที่ค่อนข้างต่ำแหล่งพลังงานของแอปเปิ้ล คือ น้ำตาลฟรักโทสซึ่งเป็นน้ำตาลที่เปลี่ยนไปเป็นพลังงานอย่างช้า ๆ ในร่างกาย ช่วยให้ไม่รู้สึกหิว อิ่มนาน ผลที่ตามมาคือ ระดับน้ำตาลในเลือดจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ จึงเหมาะสำหรับคนเป็นเบาหวาน




          เปลือกและเนื้อของแอปเปิ้ลมีเพกทิน ซึ่งเป็นใยอาหารชนิดละลายน้ำได้ช่วยเพิ่มกากใยในทางเดินอาหาร ทำให้อวัยวะในทางเดินอาหารทำงานเป็นปกติ เพิ่มประสิทธิภาพในการขับถ่าย ช่วยป้องกันท้องผูก ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ และยังช่วยขับโคเลสเตอรอลไม่ให้ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย

          การกินแอปเปิ้ลให้ได้ประโยชน์สูงสุด ก็คือกินแอปเปิ้ลสดและกินทั้งเปลือก แต่ควรล้างให้สะอาดก่อน หากเบื่อที่จะกินแอปเปิ้ลสด ก็ให้นำแอปเปิ้ลไปปั่นเป็นเครื่องดื่มก็ได้ หรือนำแอปเปิ้ลไปเป็นส่วนประกอบของอาหาร ก็จะทำให้ได้อาหารที่หลากหลายมากขึ้น



      แอปเปิ้ล ผลไม้ยอดนิยม นอกจากรูปร่างจะน่ารับประทานแล้ว ยังมีประโยชน์มากมายอีกด้วย แอปเปิ้ลในท้องตลาดมีอยู่หลายสี แต่ละสีก็มีประโยชน์แตกต่างกัน

    หลายคนไม่ชอบทานเปลือกแอปเปิ้ล ซึ่งนั่นผิดมหันต์ เพราะจะทำให้คุณค่าจากสารอาหารที่จะได้รับจากผลไม้ชนิดนี้ ลดลงไปอย่างมาก ประโยชน์ของแอปเปิ้ลที่คุณควรรู้มีดังต่อไปนี้
แอปเปิ้ลที่เห็นตามท้องตลาด มีทั้งเปลือกสีแดง สีชมพู สีเขียว และสีเหลือง แตกต่างกันไปตามแต่ละสายพันธุ์ แต่เนื้อข้างในก็เหมือนกันคือ เป็นเนื้อทรายละเอียดสีขาวนวล ทราบไหมว่า เมื่อรับประทานแอปเปิ้ลโดยไม่ปอกเปลือก 1 ผล จะได้รับพลังงานประมาณ 80 กิโลแคลอรี่ มีวิตามินบี 6 เท่ากับ 0.1 มิลลิกรัม และวิตามินซีมากถึง 7.9 มิลลิกรัม
       นอกจากนั้นยังมีสารเบต้าแคโรทีน และเส้นใยไฟเบอร์ ช่วยในเรื่องของการบำรุงหัวใจ ลดคอเลสเตอรอล ลดความดัน ควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด กระตุ้นการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระ และฆ่าเชื้อไวรัส 

      แต่ถ้าปอกเปลือกปริมาณสารอาหารดังกล่าวก็จะลดลงไปด้วย มีความเชื่อของฝรั่งกล่าวไว้ว่า การรับประทานแอปเปิ้ลวันละผล ช่วยให้ห่างไกลหมอได้ โดยแอปเปิ้ลแต่ละสีก็มีประโยชน์ต่างกันดังนี้


     แอปเปิ้ลแดง มีจุดเด่นที่ดีต่อสุขภาพคือมีสารแอนตี้ออกซิแดนต์มากที่สุด และยังมีสารอิลาสตินและคอลลาเจนที่ดีต่อสุขภาพผิวด้วย
     แอปเปิ้ลสีชมพู มีสารฟิโนลิกมากที่สุดในบรรดาแอปเปิ้ลด้วยกัน ซึ่งสารนี้ช่วยยับยั้งการเกิดฝ้าและชะลอความแก่ นอกจากนั้นยังมีฟลาโวนอยด์ที่ช่วยเพิ่มการดูดซึมวิตามินซี ทำให้ผนังหลอดเลือดฝอยแข็งแรง ลดการอักเสบ ลดไข้ รวมทั้งช่วยป้องกันเลือดออกตามไรฟันได้อีกด้วย
     แอปเปิ้ลสีเหลือง มีประโยชน์ต่างจากสีอื่นๆ โดยมีสารเควอร์ซิตินที่ช่วยลดความเสี่ยง ต่อการเกิดโรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ และต้อกระจก
     แอปเปิ้ลสีเขียว มีรสเปรี้ยวอมหวาน ช่วยในเรื่องการควบคุมน้ำหนักได้ดี เพราะการกินแอปเปิ้ลสีเขียวนอกจากจะได้รับน้ำตาลน้อยแล้ว ยังมีอิลาสตินและคอลลาเจนที่ช่วยให้ผิวแข็งแรงและยืดหยุ่นได้ดีอีกด้วย


วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2556

การนั่งสมาธิเบื้องต้น

การนั่งสมาธิเบื้องต้น

      1.กราบบูชาพระรัตนตรัย เป็นการเตรียมตัวเตรียมใจให้นุ่มนวลไว้เป็นเบื้องต้น แล้วสมาทานศีลห้า หรือศีลแปด เพื่อย้ำความมั่นคงในคุณธรรมของตนเอง
 
      2.คุกเข่าหรือนั่งพับเพียบสบายๆ ระลึกถึงความดีที่ได้กระทำไว้ดีแล้วในวันนี้ ในอดีต และที่จะตั้งใจทำต่อไปในอนาคต จนราวกับว่า ร่างกายทั้งหมดประกอบขึ้นด้วยธาตุแห่งคุณงามความดีล้วนๆ
 
      3.นั่งขัดสมาธิ เท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย นั่งให้อยู่ในท่าที่พอดี ไม่ฝืนร่างกายมากจนเกินไป ไม่ถึงกับเกร็ง แต่อย่าให้หลังโค้งงอ หลับตาพอสบายคล้ายกับกำลังพักผ่อน ไม่บีบกล้ามเนื้อตาหรือขมวดคิ้ว แล้วตั้งใจมั่น วางอารมณ์สบาย สร้างความรู้สึกให้พร้อมทั้งกายและใจว่า กำลังเข้าไปสู่สภาวะแห่งความสงบ สบายอย่างยิ่ง
 
       4.นึกกำหนดนิมิต เป็น ดวงกลมใส ขนาดเท่าแก้วตาดำ ใสบริสุทธิ์ ปราศจากรอยตำหนิใดๆ ขาวใส เย็นตา เย็นใจ ดังประกายของดวงดาว ดวงแก้วกลมใสนี้เรียกว่า บริกรรมนิมิต นึกสบายๆ นึกเหมือนดวงแก้วนั้นมานิ่งสนิทอยู่ ณ ศูนย์กลางกายฐานที่เจ็ด นึกไปภาวนาไปอย่างนุ่มนวล เป็นพุทธานุสติว่า สัมมา อะระหัง หรือค่อยๆน้อมนึกดวงแก้วกลมใสให้ค่อยๆเคลื่อนเข้าสู่ศูนย์กลางกายตามแนวฐาน โดยเริ่มต้นตั้งแต่ฐานที่หนึ่งเป็นต้นไป น้อมนึกอย่างสบายๆ ใจเย็นๆ ไปพร้อมๆกับคำภาวนา
 
 
ข้อแนะนำในการนั่งสมาธิ  
         ข้อแนะนำ คือ ต้องทำให้สม่ำเสมอเป็นประจำ ทำเรื่อยๆ ทำอย่างสบายๆ ไม่เร่ง ไม่บังคับ ทำได้แค่ไหนให้พอใจแค่นั้น ซึ่งจะเป็นการป้องกันมิให้เกิดความอยากจนเกินไป จนถึงกับทำให้ใจต้องสูญเสียความเป็นกลาง และเมื่อการฝึกสมาธิบังเกิดผลจนได้ดวงปฐมมรรค ที่ใสเกินใส สวยเกินสวย ติดสนิทมั่นคงที่ศูนย์กลางกายแล้ว ให้หมั่นตรึกระลึกถึงอยู่เสมออย่างนี้แล้ว ผลแห่งสมาธิจะทำให้ชีวิตดำรงอยู่บนเส้นทางแห่งความสุข ความสำเร็จ และความไม่ประมาทตลอดไป ทั้งยังจะทำให้สมาธิละเอียดลุ่มลึกไปตามลำดับอีกด้วย 

เทคนิคเบื้องต้นในการนั่งสมาธิ 

 1. หลับตาเบาๆ ผนังตาปิด 90%

 
2. อย่าบังคับใจ เพียงตั้งสติ วางใจเบาๆ ณ ศูนย์กลางกาย กำหนดนิมิตเป็น...
 
ดวงแก้วใสๆ...เบาๆ
องค์พระใสๆ...เบาๆ
ลมหายใจ เข้า-ออก...เบาๆ
อาการท้อง พอง-ยุบ...เบาๆ
เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง
 
3. กำหนดนิมิต นึกนิมิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นกุศโลบายล่อใจให้เข้ามาตั้งมั่นในกาย
 
4. เมื่อใจเข้ามาหยุดนิ่งในกาย การกำหนดนิมิตก็หยุดโดยอัตโนมัติ
 
5. รับรู้การเปลี่ยนแปลงภายในกายและจิตใจ ด้วยความสงบ
 
6. อยู่ในความดูแลของกัลยาณมิตรอย่างใกล้ชิด

 

ข้อปฏิบัติในการใช้ห้องสมุด


         ห้องสมุดเป็นศูนย์กลางการให้บริการทรัพยากรสารสนเทศ เป็นหน่วยงานบริการ ที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้จำนวนมาก ดังนั้นเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้รับบริการ ห้องสมุดจึงต้องมีระเบียบ เพื่อให้ทุกคนปฏิบัติ อันจะทำให้เกิดความเสมอภาค ในขณะเดียวกัน ผู้รับบริการก็จะต้องมีมารยาท ให้เกียรติแก่สถานที่ด้วย มารยาทในการใช้ห้องสมุดจึงเป็นสิ่งจำเป็น ที่จะต้องได้รับความร่วมมือจากผู้เข้าใช้บริการ เพื่อให้บรรยากาศในห้องสมุดมีความเรียบร้อยน่าเข้าใช้บริการ ความหมายของระเบียบและมารยาทการใช้ห้องสมุด สรุปได้ดังนี้
 
ข้อปฏิบัติในการใช้ห้องสมุด

 1.    ผู้เข้าใช้บริการจะต้องแต่งตัวสุภาพเรียบร้อย 
 2.    นำสิ่งของกระเป๋าหนังสือไว้ที่ชั้นวางของ
 3.    ไม่นำอาหาร  ขนม  ลูกอม  เข้าไปรับประทานในห้องสมุด
 4.    สำรวมกริยา  วาจา  ไม่ส่งเสียงรบกวนผู้อื่น
 5.    วารสาร  หนังสือพิมพ์  เทื่ออ่านเสร็จแล้วให้นำไปเก็บไว้ที่เดิม  หนังสือวางไว้บนโต๊ะ
 6.    ห้ามตัดภาพข้อความจากหนังสือวารสาร  หนังสือพิมพ์โดยเด็ดขาด
 7.    ห้ามขีดเขียนต่อ เติมลงในหนังสือของห้องสมุด
 8.    ทุกครั้งที่ลุกจากที่นั่งควรเลื่อนเก้าอี้เก็บไว้ที่เดิม

 


ระเบียบ หมายถึง ข้อบังคับที่จะให้ปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้สังคมอยู่อย่างสงบสุขและเป็นธรรม ผู้ฝ่าฝืนจะได้รับโทษ

มารยาท
หมายถึง ข้อพึงปฏิบัติ โดยเกิดจากสำนึกรู้จักการควรไม่ควรของผู้นั้นเอง

ระเบียบและมารยาทการใช้ห้องสมุด
หมายถึง ข้อบังคับที่จะให้ปฏิบัติหรือข้อพึงปฏิบัติ โดยเกิดจากจิตสำนึกที่ดีในการปฏิบัติตนของผู้ใช้บริการ เพื่อความสงบเรียบร้อยเมื่อเข้าใช้บริการห้องสมุด