วันศุกร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2556

การใช้สมุนไพรรักษาโรค



การใช้สมุนไพรรักษาโรค

การใช้สมุนไพรในการรักษาโรคของชาวบ้านวัวลายมีมานานแล้ว เป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านวัวลายที่ได้คิดค้นขึ้นโดยบรรพบุรุษและได้ถ่ายทอดสืบต่อกันมา แม้ในปัจจุบันวิทยาศาสตร์การแพทย์จะเจริญรุดหน้าไปไกล แต่ก็ยังมีชาวบ้านวัวลายหลายคนที่ยังเชื่อถือ และนิยมรักษาโรคต่าง ๆ ด้วยสมุนไพรกันอยู่ ด้วยสรรพคุณที่สามารถรักษาโรคได้ไม่แพ้เวชภัณฑ์สมัยใหม่ แตกต่างกันที่สนนราคาและขั้นตอนการรักษาที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน การรักษาด้วยตัวยาสมุนไพร พื้นบ้านยังมีส่วนช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของชาวบ้านอีกด้วย ดังนั้นการใช้สมุนไพรรักษาโรคบางชนิดจึงมีการสืบทอดและใช้รักษามาจนทุกวันนี้ ยาสมุนไพรดังกล่าวได้แก่

- ยาสมุนไพรบำรุงธาตุ แก้โรคกษัย และโรคริดสีดวง หรือ ยามะโหก
          ยามะโหก เป็นยาสมุนไพรบำรุงธาตุ หรือยาอายุวัฒนะที่ช่างเงินสมัยก่อนได้คิดค้นขึ้นมาเพื่อรักษาอาการปวดหลัง ปวดเอว หรือแก้กษัย โรคริดสีดวงอันเกิดจากการนั่งทำงานตีเครื่องเงินเป็นเวลานาน การตีเครื่องเงินโดยใช้อุปกรณ์ที่มีน้ำหนักมาก เช่น ฆ้อนที่ใช้ตีเงินเพื่อขึ้นรูปตามที่ต้องการ ทำให้มีอาการปวดเมื่อย เป็นโรคริดสีดวง จึงทำให้มีการคิดค้นสมุนไพรแก้โรคดังกล่าวนำมาต้มรับประทานแทนการรับประทานยาแก้ปวดเมื่อยชนิดอื่น ๆ ในสมัยก่อนช่างเงินหลายคนจะมีกาต้มยามะโหกไว้ใกล้ตัวเวลาทำงานตีเครื่องเงินโดยใช้ดื่มทั้งวันแทนน้ำ สมุนไพรที่เป็นส่วนประกอบของ  ยามะโหก  ได้แก่
     1. มะแตก เป็นไม้สมุนไพรยืนต้น โดยใช้ส่วนรากของต้นมะแตก มีสรรพคุณแก้โรคน้ำเหลือง
     2. ไม้แดง เป็นไม้สมุนไพรยืนต้น โดยใช้ส่วนที่เป็นเนื้อแกนของเนื้อไม้แดง มีสรรพคุณในการบำรุงโลหิต ต้มแล้วจะทำให้น้ำยาเป็นสีแดง
     3. มะพร้าวไฟ หรือ มะพร้าวนาฬิเก เป็นพืชตระกูลปาล์ม ใช้ส่วนของราก โดยรากที่แก่จะมีสีแดง มีสรรพคุณแก้ปัสสาวะขัดและท้องเสีย
     4. มะจ๋าย หรือ ต้นกำจาย หรือ หนามกำจาย เป็นพืชไม้เลื้อย ใช้ส่วนของราก มีสรรพคุณแก้โรคน้ำเหลือง แก้ไข้พิษ ไข้กาฬ
     5. หนามเก๊ดเก๊า หรือ หนามเล็บแมว หรือ ชิงชี หรือ พญารากเดียว เป็นพืชไม้เลื้อย ใช้ส่วนของลำต้น (เครือ) มีสรรพคุณแก้ไข้ ตัวร้อน
     6. มะเขือแจ้ มะเขือพันธุ์พื้นเมือง เป็นพืชประเภทผักสวนครัว ใช้ส่วนรากของมะเขือแจ้ มีสรรพคุณแก้เส้นพิการ โรคน้ำเหลือง และบำรุงกำลัง
     7. หญ้าไซ เป็นพืชตระกูลหญ้า ใช้ส่วนของใบ มีสรรพคุณในการขับปัสสาวะ
     8. ข้าวจ้าวเปลือก มีสรรพคุณแก้กษัย และปวดเมื่อยตามร่างกาย

โดยสมุนไพรทั้ง 8 ชนิดข้างต้น จะนำไปตากแห้งและนำมามัดรวมกันเป็นมัด ๆ ใช้ต้มและดื่มแทนน้ำ
- สมุนไพรรักษาโรคฟัน (ฮมเขี้ยว) -
          ฮมเขี้ยว คือการรักษาโรคฟัน (เขี้ยว)โดยการอบหรือรม (ฮม) ด้วยควันที่ได้จากการเผาไหม้ของสมุนไพร เพื่อรักษาโรคไซนัส บรรเทาอาการปวดฟัน เหงือกบวม และระงับกลิ่นปาก โดยใช้เครื่องมือที่ทำจากวัสดุธรรมชาติทั้งสิ้น ประกอบด้วย กะลามะพร้าว กระบอกไม้ไผ่ ผางปะตี๊บ (ถ้วยประทีบทำจากดินเหนียว) ถาดกลม ยาเม็ดสมุนไพร (ผู้ให้ข้อมูลไม่ประสงค์จะเปิดเผยชื่อสมุนไพร มีลักษณะเป็นเมล็ดพืชเล็ก ๆ สีดำคล้ายเม็ดงา) และน้ำมันสมุนไพร (ผู้ให้ข้อมูลไม่ประสงค์จะเปิดเผยชื่อสมุนไพร มีลักษณะเป็นน้ำมันเหนียว ๆ คล้ายน้ำมันงา)
วิธีการรักษา
     1. นำถ้วยประทีบดินเหนียวเผาในเตาถ่านให้ร้อนจัด ใช้คีมคีบถ้วยออกมาวางไว้บนแท่นไม้ที่วางอยู่บนถาดกลมซึ่งมีน้ำขังประมาณครึ่งถาด
     2. นำยาเม็ดสมุนไพร ประมาณ 1-2 ช้อนชา ใส่ลงในถ้วยประทีปที่ร้อน จากนั้นเท น้ำมันสมุนไพรในในปริมาณที่เหมาะ จะเกิดควันสมุนไพรสีขาวพุ่งออกมา
     3. นำกะลามะพร้าวที่เจาะรูเป็นวงกลมตรงกลาง สำหรับเสียบกระบอกไม้ไผ่ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.5- 2 เซนติเมตร ยาวประมาณ 6-7 นิ้วครอบลงไปบนถาด ให้ถ้วยประทีบอยู่ตรงกลางกะลา น้ำที่ขังอยู่ในถาดจะช่วยให้ควันสมุนไพรอบอวลอยู่ในกะลา
     4. ควันสมุนไพรจะพุ่งออกมาทางปากกระบอกไม้ไผ่ ให้คนไข้อมกระบอกไม้ไผ่ ควันสมุนไพรอบจะอยู่ในช่องปาก การอบแต่ละครั้งใช้เวลานานประมาณ 2-3 นาที
     5. ทำซ้ำขั้นตอนที่ 1-4 รวม 3 ครั้ง ทิ้งไว้สักพัก โดยไม่ให้บ้วนปากทันที
        เมื่อทำเสร็จแต่ละครั้ง หมอเมือง ก็จะยกกะลาให้คนไข้ดูด้านในกะลา และจะชี้ให้คนไข้ดูสิ่งที่ติดอยู่ในกะลา เป็นลักษณะคล้ายตัวหนอนเล็ก ๆ สีขาว ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าคือตัวเชื้อโรคหรือตัวสัตว์ที่ทำให้เกิดอาการปวดฟัน เหงือกบวม และทำให้มีกลิ่นปาก ซึ่งข้อเท็จจริงอาจเป็นไปได้ว่าสิ่งที่ติดอยู่ในกะลา อาจเป็นส่วนของเมล็ดสมุนไพรที่เกิดการแตกตัวอันเนื่องมาจากปฏิกริยาความร้อนและน้ำมันสมุนไพรที่ราดลงไป แต่ส่วนใหญ่จะเชื่อว่าเป็นตัวหนอนหรือเชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคฟัน อย่างก็ตาม การฮมเขี้ยว  เป็นวิธีการรักษาโรคฟันโดยสมุนไพรที่มีมานานหลายสิบปีมาแล้วและ ปัจจุบันก็ยังคงมีการรักษาอยู่ ณ บ้านเลขที่ 19 ถนนวัวลาย ซอย 3 โดยมีชาวบ้านทั้งในหมู่บ้านวัวลาย ชาวเขา ตลอดจนประชาชนที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อมารับการรักษา บางคนก็รักษามาตั้งแต่เด็กจนโตเป็นผู้ใหญ่ก็ยังมารับการรักษาอยู่เสมอ ๆ 

ภูมิปัญญาท้องถิ่น




ภูมิปัญญา 


หมายถึง พื้นฐานความรู้ความสามารถ ความคิด ความเชื่อ ความสามารถทางพฤติกรรม ความสามารถในการแก้ไขปัญหา โดยใช้ประสบการณ์ที่สั่งสมไว้ในการปรับตัว และดำรงชีพในสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ โดยใช้ประสบการณ์ที่สั่งสมไว้ในการปรับตัว และดำรงชีพในสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมทางสังคมและวัฒนธรรมที่ได้มีการพัฒนาสืบสานกันมา อันเป็นผลของการใช้สติปัญญาปรับตัวให้เข้ากับสภาพต่าง ๆ ในพื้นที่ที่กลุ่มชนเหล่านั้นตั้งถิ่นฐานอยู่ รวมทั้งได้มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับกลุ่มอื่น

ภูมิปัญญาท้องถิ่น
     หมายถึง ความสามารถในการใช้พื้นความรู้สร้างสรรค์งานเพื่อพัฒนาและดำรงชีวิตของคนในท้องถิ่น
ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือภูมิปัญญาชาวบ้าน (Local wisdom หรือ popular wisdom) คือพื้นฐานของความรู้ของชาวบ้านหรือคือความรอบรู้ของชาวบ้านที่เรียนรู้และมีประสบการณ์สืบต่อกันมาทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งเรียนรู้จากผู้ใหญ่หรือที่เป็นความรู้สะสมสืบต่อกันมา


ประเภทของภูมิปัญญาท้องถิ่น 

ภูมิปัญญาท้องถิ่นมีมากมายหลายแขนง แต่มักจะถูกมองว่าล้าหลัคนบางกลุ่มจึงไม่ค่อยให้ความนิยมและสืบสานกันมากนัก ส่วนใหญ่แล้วภูมิปัญญาท้องถิ่นมักสืบทอดบอกกล่าวกันเป็นการภายใน เช่น สูตรทำอาหาร หรือตำรับตำราต่าง ๆ ทำให้ไม่เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไป อาจจำแนกภูมิปัญญาท้องถิ่นออกเป็น 10 ลักษณะได้ดังนี้

1.           ภูมิปัญญาที่เกี่ยวกับความเชื่อและศาสนา - ภูมิปัญญาประเภทนี้จะมีลักษณะที่แตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น เนื่องจากมีพื้นฐานทางความเชื่อในศาสนาที่แตกต่างกัน สำหรับภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยซึ่งเกี่ยวกับความเชื่อในทางพระพุทธศาสนาเป็นหลักนั้นได้มีส่วนสร้างสรรค์สังคม โดยการผสมผสานกับความเชื่อดังเดิมจนกลายเป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละท้องถิ่น
2.           ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับประเพณีและพิธีกรรม เนื่องจากประเพณีและพิธีกรรมเป็นสิ่งที่ดีงามที่คนในท้องถิ่นสร้างขึ้นมา โดยเฉพาะเป็นการเพิ่มขวัญและกำลังใจคนในสังคม ภูมิปัญญาประเภทนี้จึงมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตในสังคมเป็นอย่างมากดังจะเห็นได้จากประเพณีและพิธีกรรมที่สำคัญในประเทศไทยล้วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของคนในสังคมแทบทั้งสิ้น
3.           ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับศิลปะพื้นบ้าน - เป็นการสร้างสรรค์งานศิลปต่างๆโดยการนำทรัพยากรที่มีอยู่มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันหลังจากนั้นได้สืบทอดโดยการพัฒนาอย่างไม่ขาดสายกลายเป็นศิลปะที่มีคุณค่าเฉพาะถิ่น
4.           ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับอาหารและผักพื้นบ้าน - นอกจากมนุษย์จะนำอาหารมาบริโภคเพื่อการอยู่รอดแล้ว มนุษย์ยังได้นำเทคนิคการถนอมอาหารและการปรุงอาหารมาใช้ เพื่อให้อาหารที่มีมากเกินความต้องการสามารถเก็บไว้บริโภคได้เป็นเวลานานซึ่งถือว่าเป็นภูมิปัญญาอีกประเภทหนึ่งที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต นอกจากนี้ยังนำผักพื้นบ้านชนิดต่างๆมาบริโภคอีกด้วย
5.           ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับการละเล่นพื้นบ้าน - การละเล่นถือว่าเป็นการผ่อนคลายโดยเฉพาะในวัยเด็กซึ่งชอบความสนุกสนานเพลิดเพลิน ภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยส่วนใหญ่จะใช้อุปกรณ์ในการละเล่นที่ประดิษฐ์มาจากธรรมชาติซึ่งแสดงให้เห็นวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติ และรู้จักปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมอย่างกลมกลืน
6.           ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม - ประเทศไทยมีวัฒนธรรมที่หลากหลาย ซึ่งเกิดจากการสร้างสรรค์ของแต่ละภาคเราสามารถพบหลักฐานจากร่องรอยของศิลปวัฒนธรรมที่ปรากฏกระจายอยูทั่วไป เช่น สถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม เป็นต้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงเทคนิค ความคิด ความเชื่อของบรรพบุรุษเป็นอย่างดี
7.           ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับเพลงพื้นบ้าน - ภูมิปัญญาประเภทนี้ส่วนมากแสดงออกถึงความสนุกสนาน และยังเป็นคติสอนใจสำหรับคนในสังคม ซึ่งมีส่วนแตกต่างกันออกไปตามโลกทัศน์ของคนในภาคต่างๆ
8.           ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับสมุนไพรและตำรายาพื้นบ้าน - ภูมิปัญญาประเภทนี้เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ของคนในอดีตและถ่ายทอดให้กับคนรุ่นหลังถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะถือว่าเป็นปัจจัยสี่ ซึ่งมีความจำเป็นสำหรับมนุษย์ หากได้รับการพัฒนาหรือส่งเสริมจะเป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมในอนาคตได้
9.           ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับการประดิษฐกรรม - เทคโนโลยีและสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ที่เกิดจากภูมิปัญญาของคนไทยในแต่ละภาคนั้นถือเป็นการประดิษฐกรรมและหัตถกรรมชั้นเยี่ยม ซึ่งปัจจุบันไม่ได้รับความสนใจในการพัฒนาและส่งเสริมภูมิปัญญาประเภทนี้เท่าที่ควร หากมีการเรียนรู้และสืบทอดความคิดเกี่ยบกับการประดิษฐกรรมและหัตถกรรมให้แก่เยาวชน จะเป็นการรักษาภูมิปัญญาของบรรพชนได้อีกทางหนึ่ง
10.  ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับการดำรงชีวิตตามสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ - เนื่องจากคนไทยมีอาชีพที่เกี่ยวกับเกษตรกรรมโดยเฉพาะการทำนา ทำไร่ จึงทำให้เกิดภูมิปัญญาที่เกี่ยวกับความเชื่อและพิธีกรรมในการดำรงชีวิตเพื่อแก้ปัญหาหรืออ้อนวอนเพื่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ในการเพาะปลูกและเพื่อเพิ่มผลิตผลทางการเกษตรดังจะเห็นได้จากพิธีกรรมที่เกี่ยวกับการเกษตรทั่วทุกภูมิภาคของไทย


สาขาของภูมิปัญญาท้องถิ่น

            ภูมิปัญญาท้องถิ่น ได้แก่ บุคคลผู้มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ในการทำงานนั้นๆมาอย่างมากมาย ความรู้ดังกล่าวเป็นความรู้ที่นำมาปฏิบัติ มีผลผลิตที่เป้นรูปธรรม เป็นความรู้ที่มีความสำคัญในการดำรงชีวิตของคนในท้องถิ่น ความรู้ ความสามารถดังกล่าว เป็นสิ่งที่สะสมมานาน เป็นโครงสร้างความรู้ที่มีหลักการ มีเหตุผลในตัวเองที่น่าศึกษา ควรอนุรักษ์และสืบทอด
          ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น นั้นมีอยู่มากมายในท้องถิ่น แต่ละคนต่างมีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ มีผลงานเพื่อ การดำรงชีวิตที่แตกต่างออกไปหลายด้านหลายสาขา ดังนี้

1. สาขาเกษตรกรรม
           คือผู้ที่มีความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ และมีผลงานด้านการทำไร่ ทำนา เลี้ยงสัตว์ ประมง ทำไร่นาสวนผสม ฯลฯ โดดเด่น เลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้อย่างพอเพียง มีรายได้จากผลผลิตด้านนี้ มีแนวคิดที่ดี แปลกใหม่ที่เป็นประโยชน์และช่วยพัฒนา อาชีพด้านนี้ได้อย่างน่าสนใจ เช่น เป็นผู้คิดริเริ่มการทำการเกษตรแบบผสมผสาน เกษตรแบบพอเพียง เกษตรที่เอื้อประโยชน์ต่อ ชีวิตและสิ่งแวดล้อม ฯลฯ

2. สาขาคหกรรม
           คือผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์และมีผลงานโดเด่นในเรื่องต่อไปนี้
           2.1 ด้านอาหาร เป็นต้นตำรับการปรุงอาหารที่มีรสชาติอร่อย ให้คุณค่าด้านโภชนาการ ใช้วัสดุที่มีราคาไม่แพง วัสดุที่หาง่ายในท้องถิ่น รู้จักคิด ดัดแปลงสูตรอาหารได้แปลกใหม่ หรือเป็นผู้ที่สืบสานตำรับตำราที่มีอาหารรสเลิศ สามารถผิตเป็นสินค้าจำหน่ายได้ เช่น การทำปลาร้า การทำส้มหรือแหนม ขนมต่างๆ ฯลฯ
           2.2 ด้านงานประดิษฐ์เครื่องนุ่งห่ม สามารถทำเป็นอาชีพจำหน่ายได้ สามารถทำเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ เช่น การทำผ้านวม การตัดเย็บเสื้อผ้า ฯลฯ
           2.3 ด้านที่อยู่อาศัย สามารถจัดบ้านเรือน บริเวณได้น่าอยู่ น่าอาศัยตามอัตภาพ ทำให้มีสุขภาพอนามัยในการอยู่อาศัย

3. สาขาศิลปกรรม
           คือผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ มีผลงานโดดเด่นในเรื่องต่อไปนี้
           3.1 ด้านจิตรกรรม คือ การวาดภาพฝาผนัง การเขียนภาพลงบนผ้า หน้าผา การสักลาย ฯลฯ
           3.2 ด้านประติมากรรม คือ ผู้มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์และมีฝีมือในการปั้น แกะสลัก การหล่อ เช่น หล่อพระพุทธรูป ปั้นโอ่ง สลักลวดลาย ประดับต้นเทียน สิ่งก่อสร้าง ฯลฯ
           3.3 ด้านสถาปัตยกรรม คือ ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์เรื่อการก่อสร้างอาคารบ้านเรือน โบสถ์ ศาลา ศาลพระภูทิ ฯลฯ
           3.4 ด้านหัตถกรรม (งานช่างฝีมือ) คือผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ มีผลงานในสิ่งที่ทำมือ เช่นเครื่องจักสานต่างๆ
           3.5 ด้านงานประดิษฐ์ คือ ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ด้านการจัดทำผลงานเลียนแบบธรรมชาติ เช่น การประดิษฐ์ดอกไม้ บายศรี การแต่งลวดลายบนแผ่นผ้า ฯลฯ
           3.6 ด้านดนตรี นาฏศิลป์และการเล่นพื้นบ้าน คือผู้ที่มีความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ด้านการเล่นดนตรี การขับลำ การฟ้อนรำ การคิดวิธีการเล่นพื้นบ้าน หมอลำ การเล่นหนังปราโมทัย ลิเก เพลง กันตรึม เจรียง ฯลฯ

4. สาขาสาธารณสุข
           คือ ผู้มีความรู้ ความสามารถมีประสบการณ์ด้านการใช้ยาสมุนไพร การรักษาโรคแผนโบราณ การรักษาสุขภาพอนามัยร่างกาย การสืบสานตำราสมุนไพร หมอนวดแผนโบราณ หมอตำแย ฯลฯ

5. สาขาภาษาและวรรณกรรม
           คือ ผู้มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ในการแต่งวรรณกรรมพื้นบ้าน การคิดประดิษฐ์อักษรภาษาถิ่น การสืบสานอักษรโบราณ วรรณกรรมท้องถิ่น ฯลฯ

6. สาขาศาสนาและประเพณี
           1. ด้านพิธีกรรมต่างๆ ได้แก่ผู้มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ มีผลงานเกี่ยวกับการประกอบพิธีกรรมต่างๆ เช่น หมอสูตรขวัญ
           2. ด้านโหราศาสตร์ ได้แก่ ผู้มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์และมีผลงานด้านโหราศาสตร์หรือหมอดู ฯลฯ
           3. ด้านขนบธรรมเนียมประเพณี ได้แก่ ผู้มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ในการปฏิบัติตามขนบประเพณีของท้องถิ่นนั้นๆ
           4. ความเชื่อในเรื่องต่างๆ

7. สาขาอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้
           ได้แก่ อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นโดยชาวบ้าน เพื่อใช้งานอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ



ตัวอย่าง    ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับประเพณีและพิธีกรรม


ประเพณีสงกรานต์



สงกรานต์ เป็นประเพณีเดือน 5 ของประเทศไทย ลาว กัมพูชา พม่า ชนกลุ่มน้อยชาวไตแถบเวียดนามและมณฑลยูนนานของจีน ศรีลังกาและทางตะวันออกของประเทศอินเดีย สงกรานต์เป็นคำสันสกฤต หมายถึงการเคลื่อนย้าย ซึ่งเป็นการอุปมาถึงการเคลื่อนย้ายของการประทับในจักรราศี หรือคือการเคลื่อนขึ้นปีใหม่ในความเชื่อของไทยและบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สงกรานต์ เป็นประเพณีเก่าแก่ของไทยซึ่งสืบทอดมาแต่โบราณคู่มากับประเพณีตรุษ จึงมีการเรียกรวมกันว่า ประเพณีตรุษสงกรานต์ หมายถึงประเพณีส่งท้ายปีเก่า และต้อนรับปีใหม่ คำว่าตรุษเป็นภาษาทมิฬ แปลว่าการสิ้นปี
พิธีสงกรานต์ เป็นพิธีกรรมที่เกิดขึ้นในสมาชิกในครอบครัว หรือชุมชนบ้านใกล้เรือนเคียง แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนไปสู่สังคมในวงกว้าง และมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนทัศนคติ และความเชื่อไป ในความเชื่อดั้งเดิมใช้สัญลักษณ์เป็นองค์ประกอบหลักในพิธี ได้แก่ การใช้น้ำเป็นตัวแทน แก้กันกับความหมายของฤดูร้อน ช่วงเวลาที่พระอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษ ใช้น้ำรดให้แก่กันเพื่อความชุ่มชื่น มีการขอพรจากผู้ใหญ่ การรำลึกและกตัญญูต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับ ในชีวิตสมัยใหม่ของสังคมไทยเกิดประเพณีกลับบ้านในเทศกาลสงกรานต์ นับวันสงกรานต์เป็นวันครอบครัว ในพิธีเดิมมีการสรงน้ำพระที่นำสิริมงคล เพื่อให้เป็นการเริ่มต้นปีใหม่ที่มีความสุข ปัจจุบันมีพัฒนาการและมีแนวโน้มว่าได้มีการเสริมจนคลาดเคลื่อนบิดเบือนไป เกิดการประชาสัมพันธ์ในเชิงการท่องเที่ยวว่าเป็น Water Festival หรือ สงครามน้ำ เป็นภาพของการใช้น้ำเพื่อแสดงความหมายเพียงประเพณีการเล่นน้ำ


กิจกรรมในวันสงกรานต์

                - การทำบุญตักบาตร ถือว่าเป็นการสร้างบุญสร้างกุศลให้ตัวเอง และ อุทิศส่วนกุศลนั้นแก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว การทำบุญแบบนี้มักจะเตรียมไว้ล่วงหน้า นำอาหารไปตักบาตรถวายพระภิกษุที่ศาลาวัด ซึ่งจัดเป็นที่รวมสำหรับทำบุญ ในวันนี้หลังจากที่ได้ทำบุญเสร็จแล้ว ก็จะมีการก่อพระทรายอันเป็นประเพณีด้วย
               - การรดน้ำ เป็นการอวยพรปีใหม่ให้กันและกัน น้ำที่รดมักใช้น้ำหอมเจือด้วยน้ำธรรมดา
               - การสรงน้ำพระจะรดน้ำพระพุทธรูปที่บ้านและที่วัด และบางที่จัด สรงน้ำพระสงฆ์ ด้วยบังสุกุลอัฐิ กระดูกญาติผู้ใหญ่ที่ตายแล้ว มักก่อเป็นเจดีย์ แล้วนิมนต์พระไปบังสุกุล
                - การรดน้ำผู้ใหญ่ คือการไปอวยพรให้ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ครูบาอาจารย์ ท่านผู้ใหญ่มักจะนั่งลงแล้วผู้ที่รดก็จะเอาน้ำหอมเจือกับน้ำรดที่มือท่าน ท่านจะให้ศีลให้พรผู้ที่ไปรด ถ้าเป็นพระก็จะนำผ้าสบงไปถวายให้ท่านผลัดเปลี่ยนด้วย หากเป็นฆราวาสก็จะหาผ้าถุง ผ้าขาวม้าไปให้
              -  การดำหัว ก็คือการรดน้ำนั่นเอง แต่เป็นคำเมืองทางภาคเหนือ การดำหัวเรียกกันเฉพาะการรดน้ำผู้ใหญ่ที่เราเคารพนับถือ ผู้สูงอายุ คือการขอขมาในสิ่งที่ได้ล่วงเกินไปแล้ว หรือ การขอพรปีใหม่จากผู้ใหญ่ ของที่ใช้ในการดำหัวส่วนมากมีผ้าขนหนู มะพร้าว กล้วย และ ส้มป่อย
                - การปล่อยนกปล่อยปลา ถือเป็นการล้างบาปที่ทำไว้ เป็นการสะเดาะเคราะห์ร้ายให้มีแต่ความสุขความสบายในวันขึ้นปีใหม่
                 - การนำทรายเข้าวัด ทางภาคเหนือนิยมขนทรายเข้าวัดเพื่อเป็นนิมิตโชคลาภ ให้มีความสุขความเจริญ เงินทองไหลมาเทมาดุจทรายที่ขนเข้าวัด

วันอังคารที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2556

สถาบันบริการสารสนเทศ

               
  สถาบันบริการสารสนเทศ   

      สถาบันบริการสารสนเทศ คือ  แหล่งสารสนเทศที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรวบรวม  จัดเก็บ  และให้บริการสารสนเทศตามความต้องการของผู้ใช้   มีหลายประเภทด้วยกัน   เช่น    ห้องสมุด     ศูนย์สารสนเทศ   ศูนย์ข้อมูล  เป็นต้น
สถาบันบริการสารสนเทศ คือ แหล่งรวบรวมสารสนเทศต่างๆ ซึ่งทำหน้าที่จัดเก็บสารสนเทศอย่างมีระบบ ให้บริการและเผยแพร่สารสนเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สถาบันบริการสารสนเทศ  คือ  องค์กรที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่ให้บริการสารสนเทศตามความต้องการของผู้ใช้  ซึ่งจำแนกได้หลายประเภทตามขอบเขตหน้าที่และวัตถุประสงค์ในการให้บริการ 
                    สถาบันบริการสารสนเทศ  คือ  สถาบันบริการสารสนเทศแจ้งให้ผู้ใช้ทราบถึงความรู้หรือสารสนเทศใหม่ ๆ ตามความสนใจของผู้ใช้ในทันทีที่สถาบันบริการสารสนเทศได้รับทรัพยากรสารสนเทศ  หรือทราบว่ามาสารนิเทศนั้นเกิดขึ้น  โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะสนองความต้องการของผู้ใช้ให้สามารถติดตามสารสนเทศในเรื่องที่ตนสนใจได้ทันท่วงที
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. 2541:353)
                    สรุปได้ว่า  “สถาบันบริการสารสนเทศ”  คือ หน่วยงานที่ทำหน้าที่จัดหา จัดเก็บ และให้บริการสารสนเทศเฉพาะสาขาวิชาหรือเฉพาะเรื่อง บุคลากรของศูนย์ประกอบด้วยนักเอกสารสนเทศ นักวิจัย บรรณารักษ์ นักบรรณานุกรม



   ตัวอย่าง  สถาบันบริการสารสนเทศ

ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
     รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับสมุนไพรในด้านต่างๆ เช่น แหล่งกำเนิด การเพราะปลูก เพื่อให้บริการแก่นักวิจัย หน่วยปฏิบัติและผู้สนใจ

http://www.medplant.mahidol.ac.th




สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ดำเนินงานอย่างไม่เป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2522 จากการริเริ่มของ ศ. ประดิษฐ์ หุตางกรู คณบดีในขณะนั้น และมี รศ.ดร. นันทวัน บุณยะประภัศร เป็นหัวหน้า ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยมหิดล โดย ศ.นพ. ณัฐ ภมรมนตรี และ ศ.นพ. ประเวศ วะสี ซึ่งดำรงตำแหน่งอธิการบดีและรองอธิการบดี ต่อมาได้รับการจัดตั้งอย่างเป็นทางการมีฐานะเทียบเท่าภาควิชาสังกัดคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ต่อมา พ.ศ.2538 มหาวิทยาลัยมหิดล และสำนักงานวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ได้ทำความตกลงร่วมมือจัดตั้ง "หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร ณ สำนักงานข้อมูลสมุนไพร" มีหน้าที่รวบรวมข้อมูลสมุนไพรจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ให้บริการสืบค้น และวิเคราะห์ข้อมูลสมุนไพรแก่หน่วยงานราชการ/เอกชน/นักวิจัย/นักศึกษาและประชาชนทั่วไป เผยแพร่ความรู้ด้านสมุนไพรในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การฝึกอบรม แผ่นพับ สไลด์ วิดีโอ ซีดีรอม โปสเตอร์ จุลสาร วารสาร หนังสือเกี่ยวกับสมุนไพรและการแพทย์แผนไทย


ฐานข้อมูล PHARM (MedPlant Online)

ฐานข้อมูล PHARM คือฐานข้อมูลสมุนไพรไทย ในการร่วมมือกับสำนักงานข้อมูลสมุนไพร (MPIC) คณะของเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่รวบรวมงานวิจัยสมุนไพร โดยครอบคลุมพืชสมุนไพรจำนวนมากกว่า 1,157 ชนิด โดยมีนักวิชาการด้านสมุนไพร คัดกรองข้อมูลงานวิจัยและแบ่งข้อมูลตามคุณสมบัติทางชีวภาพหรือทางเคมี ซึ่งรวมทั้งวารสารที่ถูกตีพิมพ์ในไทย โครงการพิเศษและรายงานการวิจัยที่จัดแสดงและดำเนินการประชุม โดยผู้สนใจสามารถเข้าฐานข้อมูลได้จากเว็บไซต์ของสำนักงานฯ


การสืบค้นข้อมูลในสำนักงานฯ

ผู้ใช้สามารถค้นหาข้อมูลสมุนไพร งานวิจัยที่เกี่ยวข้องซึ่งแยกตามการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาและสรรพคุณพื้นบ้าน การศึกษาทางเคมี ข้อมูลดังกล่าวถูกบันทึกไว้ในไมโครฟิลม์ โดยผลการสืบค้นจะปรากฎเป็นรายงานซึ่งประกอบด้วยชื่อสามัญ ชื่อท้องถิ่น ชื่อวิทยาศาสตร์ ชื่อพ้อง และสรรพคุณพื้นบ้าน การศึกษาทางเคมีและการศึกษาทางเภสัชวิทยา ซึ่งข้อมูลดังกล่าวถูกเก็บไว้ในรูปของไมโครฟิลม์


นอกจากนี้ผู้ใช้สามารถขอรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสมุนไพรได้ดังนี้
1.
โดยติดต่อกับบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรง พร้อมกับสามารถขอรายละเอียดเพิ่มได้
2.
สามารถติดต่อผ่านทางโทรศัพท์ 02354-4327 หรือ 02644-8677-91 ต่อ 5316, 5305 แฟกซ์ 02354-4327
3.
สามารถติดต่อทางจดหมายได้ตามที่อยู่ดังต่อไปนี้

หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร
สำนักงานข้อมูลสมุนไพร
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
447 ถนนศรีอยุธยา กรุงเทพฯ 10400


การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ


  เคล็ดลับ ของการกินให้ได้ประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพ

1. กินอาหารเช้า เป็นพฤติกรรมพื้นฐานที่ส่งผลต่อจิตใจ และพลังชีวิตของคุณไปตลอดทั้งวัน และช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ช่วยเผาผลาญพลังงานให้ดีขึ้น ทำให้คุณกินอาหารในมื้ออื่นๆ น้อยลง2. เปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ปรุงอาหาร ยอมจ่ายแพงสักนิดใช้น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันดอกทานตะวัน ปรุงอาหารแทนน้ำมันแบบเดิมที่เคยใช้ เพราะเป็นไขมันที่ไม่เป็นโทษต่อร่างกาย และมีกรดไขมันอิ่มตัวที่เป็นประโยชน์ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี3. ดื่มน้ำให้มากขึ้น คนเราควรดื่มน้ำวันละ 2 ลิตรเป็นอย่างน้อย (ยกเว้นในรายที่ไตทำงานผิดปกติ) เพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์ในร่างกาย ฟื้นฟูระบบขับถ่าย รักษาระดับความเข้มข้นของเลือด จะทำให้สดชื่นตลอดวันเลยทีเดียว4. เสริมสร้างแคลเซียมให้กับกระดูก ด้วยการดื่มนม กินปลาตัวเล็กทั้งตัวทั้งก้าง เต้าหู้ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ผักใบเขียว เพราะแคลเซียมเป็นสิ่งจำเป็นที่จะเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อและกระดูก ทำให้ระบบประสาททำงานได้เต็มประสิทธิภาพ5. บอกลาขนมและของกินจุบจิบ ตัดของโปรดประเภทโดนัท คุกกี้ เค้กหน้าครีมหนานุ่ม ออกจากชีวิตบ้าง แล้วหันมากินผลไม้เป็นของว่างแทน วิตามิน และกากใยในผลไม้ มีประโยชน์กว่าไขมัน และน้ำตาลจากขนมหวานเป็นไหนๆ6. สร้างความคุ้นเคยกับการกินธัญพืชและข้าวกล้อง เมล็ดทานตะวัน ข้าวฟ่างและลูกเดือย รวมทั้งข้าวกล้องที่เคยคิดว่าเป็นอาหารนก ได้มีการศึกษาและค้นคว้าแล้ว พบว่า ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจถึง 1 ใน 3 เลยทีเดียว เพราะอุดมไปด้วยไฟเบอร์ ที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และควบคุมน้ำตาลในเลือดให้สมดุล7. จัดน้ำชาให้ตัวเอง ทั้งชาดำ ชาเขียว ชาอู่ล่ง หรือเอิร์ลเกรย์ ล้วนแล้วแต่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ การดื่มชาวันละ 1 ถึง 3 แก้ว ช่วยลดอัตราเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารถึง 30%8. กินให้ครบทุกสิ่งที่ธรรมชาติมี คุณต้องพยายามรับประทานผักผลไม้ต่างๆ ให้หลากสี เป็นต้นว่า สีแดงมะเขือเทศ สีม่วงองุ่น สีเขียวบล็อกเคอรี สีส้มแครอท อย่ายึดติดอยู่กับการกินอะไรเพียงอย่างเดียว เพราะพืชต่างสีกัน มีสารอาหารต่างชนิดกัน แถมยังเป็นการเพิ่มสีสันการกินให้กับคุณด้วย9. เปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนรักปลา การกินปลาอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง ได้ทั้งความฉลาดและแข็งแรง เพราะปลามีกรดไขมันโอเมก้า 3 และโปรตีน ที่ช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ และบำรุงเซลล์สมอง ทั้งยังมีไขมันน้อย อร่อย ย่อยง่าย เหมาะสำหรับคนที่ต้องการหุ่นเพรียวลมเป็นที่สุด10. กินถั่วให้เป็นนิสัย ทำให้ถั่วเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่คุณต้องกินทุกวัน วันละสัก 2 ช้อน ไม่ว่าจะเป็นของหวานของคาว หรือว่าของว่างก็ทั้งโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุสำคัญๆ หลายชนิด ต่างพากันไปชุมนุมอยู่ในถั่วเหล่านี้ ควรกินถั่วอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรกินครั้งละมากๆ เพราะมีแคลอรี่สูง อาจทำให้อ้วนได้




ตัวอย่างอาหารที่ควรรับประทาน

เบอร์รี่



 1. เบอร์รี่ 

          แม้ว่าผลไม้ตระกูลเบอร์รี่จะเคยเป็นผลไม้ที่หาทานได้ยากในบ้านเรา แต่ในสมัยนี้เห็นจะไม่ใช่อย่างนั้นแล้วล่ะค่ะ เพราะเดี๋ยวนี้เค้ามีขายกันเกลื่อนตามห้างสรรพสินค้า และท้องตลาดบางแห่งด้วยแน่ะ คุณ ๆ รู้ไหมคะว่า ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่นั้น ช่วยในเรื่องของระบบย่อยอาหารได้มากเลยทีเดียว แถมยังมีแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ช่วยให้ผิวอ่อนเยาว์ และที่สำคัญ ยังมีวิตามิน C ที่ช่วยในเรื่องผิวพรรณและหวัดอีกด้วย
ไข่ไก่

 2. ไข่ไก่ 

          ไข่ไก่เป็นสุดยอดอาหารที่หาง่ายมาก ๆ แถมยังราคาถูกอีกแน่ะ คุณ ๆ รู้ไหมว่า ไข่ไก่นั้นเป็นแหล่งของโปรตีนคุณภาพสูง ที่ทำให้คุณได้พลังงานแต่ไม่อ้วน แถมมีประโยชน์ในการบำรุงสายตา อ้อ แถมยังมีลูทีนที่จะป้องกันผิวคุณจากการทำลายของแสงแดดอีกด้วย
ถั่ว

  3. ถั่ว 

          ถั่วเป็นแหล่งของเหล็ก ซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยในการส่งผ่านออกซิเจนจากปอดไปยังเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย โดยในถั่ว 1 ถ้วย จะให้ธาตุเหล็กประมาณ 16 มิลลิกรัม ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่สูงเลยทีเดียว นอกจากนี้ ถั่วยังมีไฟเบอร์ช่วยให้ร่างกายขับถ่ายได้ง่ายอีกด้วย
มะม่วงหิมพานต์

  4. อัลมอนต์ แม็คคาเดเมีย และมะม่วงหิมพานต์ 

          เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ จากการศึกษาของนักโภชนาการ พบว่า ผู้ที่รับประทานเมล็ดพืชเหล่านี้จะมีอายุยืนกว่าผู้ที่ไม่ได้ทานถึง 2 ปีครึ่งเลยทีเดียว นอกจากนี้ ยังมีโอเมก้า 3 เอแอลเอ ที่จะส่งผลให้อารมณ์ดีขึ้น ที่สำคัญยังช่วยลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีด้วย
ส้ม


 5. ส้ม 

          เป็นแหล่งวิตามิน C คุณภาพ ที่มีประโยชน์ต่อการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว และช่วยสร้างภูมิต้านทานโรค รวมทั้งยังมีไฟเบอร์สูง เป็นแหล่งของแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ ที่จะช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากการถูกทำลาย และเสริมสร้างคอลลาเจนในผิว เรียกว่าคุณประโยชน์ครบครันเลยทีเดียว
มันเทศ

 6. มันเทศ 
          อาหารที่หาได้ง่าย แถมยังให้ประโยชน์มากมายกับสุขภาพอีก มันเทศเป็นแหล่งเบตาแคโรทีนชั้นดีที่ช่วยในการบำรุงสายตา เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และที่หลาย ๆ คนคิดไม่ถึง คือ มันเทศมีสารต้านมะเร็งสูงอีกด้วยค่ะ
บร็อกโคลี

  7. บร็อคโคลี่ 

          เป็นแหล่งของวิตามินซี เอ และเค เป็นผักที่มีเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยบำรุงสายตา และมีสารไอโซธิโอไซยาเนทส์ (Isothiocyanates) ที่ช่วยต่อต้านมะเร็งปอด รวมถึงมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ วิตามินเคยังเป็นสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกด้วย
ชา

  8. ชา 

          แม้ว่าชาจะเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่ไม่ได้ให้ผลดีต่อสุขภาพเท่าไหร่ แต่รู้ไหมว่า การดื่มชาในปริมาณที่พอเหมาะ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นอัลไซเมอร์ มะเร็ง และทำให้สุขภาพฟันและกระดูกแข็งแรงขึ้น เพราะในชานั้นมีสารแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ที่เรียกว่า ฟลาโวนอยด์ (flavonoids) ที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีต่อสุขภาพ
คะน้า

  9. คะน้า 

          มีสารเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ มะเร็งปอด รวมถึงมีวิตามินที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ สร้างภูมิต้านทานโรคที่ดี นอกจากนี้ยังมีแคลเซียมเสริมสร้างการทำงานของกระดูก
โยเกิร์ต

  10. โยเกิร์ต 

          อาหารสุขภาพที่หลาย ๆ คนมักจะซื้อไว้ติดบ้าน เอาไว้ทานยามหิว และนั่นเป็นสิ่งที่ดีแล้วค่ะ เพราะในโยเกิร์ตนั้นมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส สังกะสี วิตามินบี 12 และโปรตีน ดังนั้น ถ้าคุณทานโยเกิร์ตให้ได้วันละ 1 ถ้วย จะทำให้สุขภาพคุณดีอย่าบอกใครเลยล่ะ


บุคลิกภาพ



การพัฒนาบุคลิกภาพ

เป็นการทำให้รู้จักตนเองก่อนเป็นประการแรกว่า เราเป็นบุคคลประเภทใด มีคุณลักษณะอย่างไร มีข้อดี ข้อเสีย รู้จักหลักในการดำเนินชีวิตประจำวัน ในการทำงานและการเข้าสังคมอย่างไร สิ่งสำคัญที่เป็นพื้นฐานในการพัฒนาบุคลิกภาพคือ ความเป็นผู้ที่มีบุคลิกภาพดี ต้องมีส่วนประกอบที่สำคัญทางด้านร่างกายที่สมบูรณ์และจิตใจที่ดี จึงต้องอาศัยสุขภาพที่ดี กล่าวคือ มีร่างกายแข็งแรง รูปร่างสมส่วน มีความคล่องตัว ว่องไว ปรับตัวได้ง่าย ดังนั้น บุคคลทุกคนสามารถพัฒนาบุคลิกภาพได้โดยกระทำ ดังนี้
  1. การบริหารร่างกายเป็นประจำ คือการรู้จักออกกำลังกายโดยการกระทำกิจกรรมที่ร่างกายมีการเคลื่อนไหว กล้ามเนื้อได้มีการออกแรงทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น มีเหงื่อออกมากกว่าปกติ
  2. รับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อการบำรุงร่างกาย ตามหลักโภชนาการที่ให้รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และมีปริมาณที่เพียงพอแก่ร่างกาย
  3. พักผ่อนร่างกาย จัดให้มีเวลาพักผ่อนร่างกายพอสมควร ภายหลังจากการเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานประจำวัน มีเวลานอนพอเหมาะกับวัย
  4. บริหารจิตใจ เป็นการฝึกจิตใจให้มีสมาธิ มีพลัง มีความคิด
  5. พักผ่อนในวันสุดสัปดาห์ เพื่อเป็นการผ่อนคลายความเครียดและเป็นการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตให้มีจิตใจแจ่มใส ปลอดโปร่งสามารถกลับมาทำงานได้ด้วยความสดใส


    บุคลิกภาพและความสำเร็จ

    นอกจากความรู้ เชาวน์ และความขยันขันแข็ง บุคลิกภาพเป็นสิ่งสำคัญยิ่งอีกอันหนึ่งที่ทำให้คนบรรลุความสำเร็จในอาชีพการงานต่าง ๆ คนที่พยายามที่จะสำเร็จเป็นฤาษีชีไพรเท่านั้นที่ไม่ต้องให้บุคลิกภาพเข้าช่วย เพราะอยู่นอกสังคม
    สมมติว่าคนคนหนึ่งมุ่งหวังจะมีความสำเร็จในการงาน เช่น การค้าหรือการปฏิบัติราชการในบางแผนก คน ๆ นี้ต้องพบกับคนนานาชนิดอยู่เป็นประจำ เขาจะต้องพยายามให้คนเหล่านี้มีปฏิกิริยาที่ดีต่อเขาและที่เป็นประโยชน์ต่อการงานของเขา เขาจะต้องทำให้ผู้บังคับบัญชาเห็นว่าเขาสมควรได้เลื่อนตำแหน่งหรือได้เงินเดือนขึ้น ถ้าการกระทำเช่นนี้ในครั้งแรกไม่สมหวัง เขาจะต้องดัดแปลงแต่งปรุงปฏิกิริยาส่วนรวมของเขาใหม่ เพื่อให้บุคลิกภาพของเขานำความสำเร็จมาให้ตามความปรารถนา ถ้าลองนึกดูให้ดีแล้ว คนทุกคนตกอยู่ในขบวนวิธีดัดแปลงแต่งปรุงบุคลิกภาพอยู่แทบทุกคาบในชีวิต ความเจริญก้าวหน้าของคนอยู่ที่การปรุงแต่งบุคลิกภาพให้เข้ากับสถานการณ์ที่แวดล้อมตนอยู่
    ร่างกายของคนพัฒนาขึ้นเพื่อให้คนสามารถทำงานในหน้าที่ ที่ต้องเปลี่ยนไปตามวัยฉันใด บุคลิกภาพของคนก็ต้องพัฒนาขึ้นให้เหมาะสมแก่สถานการณ์แวดล้อมฉันนั้น พัฒนาการของบุคลิกภาพเป็นผลซึ่งเกิดจากการเรียนและการฝึกหัดในทุกๆด้าน ถ้าเราศึกษาบุคลิกภาพชั้นนำของโลก เช่น ประธานาธิบดีโรสเวลต์ จูเลียส ซีซาร์ จะเห็นได้ว่า อำนาจดึงดูดของบุคลิกภาพของคนเหล่านี้ ประกอบขึ้นด้วยพฤติกรรมต่างๆ ที่คนเหล่านี้ค่อยๆ ฝึกทำไปจนเป็นนิสัย นอกจากนี้เราจะเห็นได้ว่า ในระยะต้นๆ ของชีวิตของบุคคลเหล่านี้ เขาได้ดัดแปลง แต่ง ปรุง แบบสวนกับปฏิกิริยาต่าง ๆ อยู่เสมอ แบบอันไหนที่ไม่เหมาะและไม่นำความสำเร็จมาให้ คนเหล่านี้ก็ทิ้งเสีย และแต่ง ปรุงอันใหม่ ๆ ขึ้นมาเสมอ บุคลิกภาพของดาราภาพยนตร์คนสำคัญต่าง ๆ ก็ไม่คงที่ ต้องเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับความต้องการของมหาชนอยู่เสมอ


    อิทธิพลของพฤติกรรมและท่าทีความรู้สึกของผู้อื่นกับบุคลิกภาพของเรา

    ขณะที่เราเที่ยวไปตักเตือนท้วงติงแก้ไขลักษณะของผู้อื่น เราเองต้องตรวจดูปฏิกิริยาของผู้อื่นที่มีต่อบุคลิกภาพของเราพร้อมกันไปด้วย คนโดยส่วนมากเข้าลักษณะผงเข้าตาตัวเองมองไม่เห็น การที่เราจะรู้สึกสำนึกในสิ่งบกพร่องในบุคลิกภาพของเราเองนั้น ยากเสียยิ่งกว่าเห็นสิ่งบกพร่องในบุคลิกภาพของผู้อื่นอีก เพราะคนแทบทุกคนบูชาตัวเองและลำเอียงเข้ากับตัวเอง อย่างไรก็ดีคนที่ฉลาดย่อมชั่งปฏิกิริยาของผู้อื่นที่มีต่อบุคลิกภาพของตน และถ้าปฏิกิริยาของผู้อื่นไม่เป็นไปในทางที่ดีต่อตนแล้ว ตนย่อมสำรวจบุคลิกภาพและแก้ไขสิ่งทีบกพร่องเสีย
    โดยทั่วไปถ้าปฏิกิริยาของผู้อื่นเป็นไปในทางดีต่อเรา บุคลิกภาพของเราก็ย่อมเป็นชนิดดี โดยทางตรงกันข้ามถ้าปฏิกิริยาของผู้อื่นเป็นไปในทำนองไม่ดีต่อเรา ก็แปลว่าเรามีข้อบกพร่องในบุคลิกภาพของเรา เมื่อเป็นเช่นนี้งานอันแรกของเราก็คือการสืบค้นดูว่าลักษณะใดในบุคลิกลักษณะของเรา เป็นสาเหตุให้เกิดปฏิกิริยาในทำนองไม่ดีต่อเรา เราควรแก้ไขหรือกำจัดลักษณะนั้นเสีย ลักษณะใดที่เกิดจากนิสัย เราต้องแก้โดยการฝึกเพื่อลบล้างความเคยชินออกเสีย ซึ่งไม่ใช่ของง่ายนัก
    อย่างไรก็ดี ความยากของเรื่องนี้อยู่ที่การจับเค้าเงื่อนในปฏิกิริยาของผู้อื่น ถ้าทุกคนปล่อยปฏิกิริยาออกไปตรงตามความคิดของตน จะไม่เป็นการยากที่จะตรวจค้นดูว่าบุคลิกภาพของเขาบกพร่องไปหรือเปล่าและในลักษณะไหน แต่มรรยาทอันดีงามไม่ยอมให้คนปล่อยปฏิกิริยาของตนออกไปตามความรู้สึกนึกคิดเสมอไป ถ้าเราต้องการจะคะเนความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่นให้จงได้แล้ว เราต้องพยายามสังเกตเค้าเงื่อนที่มักจะเล็ดลอดออกมาเล็กน้อยเสมอในพฤติกรรมทั่วๆ ไป ถ้าเราหัดสังเกตอยู่เสมอเราจะทราบจากเค้าเงื่อนเล็กน้อยนี้ได้ว่าเขามีความรู้สึกนึกคิดอย่างไร
    เราได้ทราบแล้วว่า เค้าเงื่อนแห่งความรู้สึกนึกคิดมักเล็ดลอดออกมาปรากฏอยู่ในพฤติกรรมทั่วๆ ไปเสมอ ถ้าถึงบทเราเข้าบ้าง เราก็ต้องระวังในเรื่องนี้และต้องฝึกให้ปฏิกิริยาทุกอันในพฤติกรรมต่างๆ สอดคล้องต้องกันให้ราบรื่น คนบางคนปากอย่างหนึ่งใจอย่างหนึ่ง และส่วนที่เป็น “ใจอย่างหนึ่ง” นั้นมักแสดงออกมาเป็นปฏิกิริยาอันใดอันหนึ่งให้คนอื่นเห็น
    ดังนั้นเราอาจจะยุติได้ว่า การที่เราจะดำเนินกุศลบายใด ๆ ของเราให้เป็นผลเราต้องให้ปากและพฤติกรรมสอดคล้องต้องกัน ถ้าคนที่เราชมจับได้ว่าเราไม่ได้ชมเธอด้วยน้ำใสใจจริง เราต้องพยายามตรวจค้นดูว่าเขาจับเราได้ตรงไหน แล้วอย่ายอมให้สิ่งเหล่านี้ปรากฏออกมาอีกในโอกาสหลัง ๆ


    บุคลิกภาพกับการนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงาน

    ประยุกต์ใช้กับงานด้านการคัดสรรหาพนักงาน (Recruitment)
    ในการคัดเลือกบุคลากรให้มีบุคลิกภาพที่ต้องการนั้นจะมุ่งพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครหลาย ๆ ด้าน ประกอบกันในการคัดเลือก เช่น ความรู้ ทักษะ รูปร่าง สุขภาพ กิริยาท่าทาง การ ควบคุมอารมณ์ และทัศนคติที่มีต่อบุคคลอื่น เป็นต้น การนำมาประยุกต์ใช้นั้นจะเริ่มจากช่องทางการสรรหา การกำหนดรูปแบบใบสมัคร ข้อมูลจากบุคคลอ้างอิง การสัมภาษณ์และการใช้แบบทดสอบบุคลิกภาพ
    กำหนดแหล่งสรรหาพนักงาน
    โดยทั่วไปเรามักจะกำหนดบุคลิกภาพ โดยดูจาก job description เป็นหลัก ว่าตำแหน่งใด ควรมีคุณสมบัติอย่างไร เช่นงานประสานงานต่างประเทศต้องการความถนัดด้านภาษา งานขายต้องมีทักษะด้านการเจรจา เป็นต้น แต่มีปัจจัยอื่นที่ อย่างเช่น คนในองค์การอาจจะมีวัฒนธรรมในการเลือกผู้ร่วมงานที่มีบุคลิกภาพคล้ายตน เช่น จบมหาลัยเดียวกัน คณะเดียวกัน จะทำงานเข้ากันได้ดี ผู้คัดเลือก สามารถเลือกช่องทางรับสมัครแบบเจาะจงได้ เช่น รับวิศวกรจากมหาลัยที่ต้องการโดยตรง, การลงโฆษณาใน www.jobdb.com สำหรับงานประสานงานต่างประเทศ ,ตำแหน่งแม่บ้านจากกรมจัดหางาน เป็นต้น
    การกำหนดข้อมูลใบสมัคร
    ในการออกแบบใบสมัคร ควรกำหนดหัวข้อให้ครอบคลุมข้อมูลและรายละเอียดต่าง ๆ ของผู้สมัครให้สมบูรณ์มากที่สุด โดยเฉพาะข้อมูลที่องค์การธุรกิจต้องการทราบเพื่อประโยชน์สูงสุด และเพื่อความสะดวกแก่ผู้คัดเลือกพิจารณาตัดสินใจ และข้อมูลสำคัญต่าง ๆ นี้ทำให้สามารถประเมินบุคลิกภาพของผู้สมัครได้ด้วย
    ดังที่เราทราบอยู่แล้วว่า บุคลิกภาพ มาจากกรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างข้อมูลและ รายละเอียดที่สำคัญ ซึ่งควรมีปรากฏในใบสมัครเพื่อให้ผู้สมัครกรอก เช่น ลักษณะภายนอก เพศ, อายุ, ลักษณะทางร่างกาย เช่น ส่วนสูง น้ำหนัก สีผิว สีตา สีผม ฯลฯ, เชื้อชาติ, ศาสนา ข้อมูลทางสุขภาพ ฯลฯ สภาพแวดล้อม ภูมิลำเนา สถานภาพของครอบครัว ประสบการณ์ทำงาน การศึกษา งานอดิเรก กิจกรรมทางสังคม ความสามารถพิเศษ ฯลฯ
    เราสามารถคัดเลือกเบื้องต้นได้ตามบุคลิกภาพที่เรากำหนดไว้จากข้อมูลเหล่านี้ได้ เช่น งานแอร์โฮสเตส ต้องการส่วนสูง 160 ขึ้นไป นอกเหนือจากบุคลิกภาพที่ดีให้ความประทับใจกับลูกค้าแล้ว ก็เพื่อสะดวกในการใช้งานอุปกรณ์บนเครื่องบนด้วยด้วย สิ่งที่ควรระวังคือ ข้อมูลในส่วนนี้เราใช้ในการพิจารณาประกอบเท่านั้น ไม่ควรเชื่อถือมากจนเกิดอคติ หรือประทับใจมากเกินไป จะทำให้สิ่งที่เรามองเห็นในตัวผู้สมัครผิดเพี้ยนจากความเป็นจริงได้
    ข้อมูลจากบุคคลอ้างอิง
    การที่จะได้มาซึ่งข้อมูลจากบุคคลที่อ้างอิง ควรพยายามหลีกเลี่ยงการให้เขียนลงในเอกสารหรือในใบสมัครเพราะอาจเกิดความเกรงใจ หรือความอึดอัดใจระหว่างผู้อ้างอิงกับผู้สมัครได้ จึงอาจได้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง และทำให้เรามองเห็นบุคลิกภาพของผู้สมัครได้ไม่ชัดเจน ผู้ทำหน้าที่ในการคัดเลือกผู้สมัคร อาจหาข้อมูลโดยไปสัมภาษณ์ หรือโทรศัพท์ไปถามโดยตรงกับบุคคลที่ผู้สมัครได้อ้างอิงไว้ โดยถามถึงส่วนดีของผู้สมัครก่อน ให้บรรยายลักษณะเด่นของผู้สมัคร และประโยชน์ที่บริษัทจะได้จากผู้สมัครรายนั้น จากนั้นจึงถามถึงจุดอ่อนของผู้สมัคร ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่บุคคลทั่วไปจะพึงมีรวมทั้งข้อเสนอแนะในการช่วยเหลือหรือพัฒนาพนักงานผู้นั้น และในกรณีที่ผู้อ้างอิงให้แนวคิดเกี่ยวกับผู้สมัครซึ่งอาจจะเป็นทางบวกมากไปหรือทางลบมากไป ผู้พิจารณาก็ควรหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อประกอบการตัดสินใจ




วันศุกร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2556

อินเตอร์เน็ต


ความหมายของอินเตอร์เน็ต

                “อินเตอร์เน็ต” มาจากคำว่า International Network เป็นเครือข่ายของการสื่อสารข้อมูลขนาดใหญ่ อันประกอบด้วยเครือข่ายคอมพิวเตอร์จำนวนมาก เชื่อมโยงแหล่งข้อมูลจากองค์กรต่างๆ ทั่วโลกเข้าด้วยกัน
                คำว่า “เครือข่าย” หมายถึง
                1.  การที่มีคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไป เชื่อมต่อเข้าด้วยกันด้วยสายเคเบิล (ทางตรง) และหรือสายโทรศัพท์ (ทางอ้อม)
                2.  มีผู้ใช้คอมพิวเตอร์
                3.  มีการถ่ายเทข้อมูลระหว่างกัน

 หน้าที่และความสำคัญของอินเตอร์เน็ต

                    การสื่อสารในยุคปัจจุบันที่กล่าวขานกันว่าเป็นยุคไร้พรมแดนนั้น การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจำนวนมากๆ ได้ในเวลาอันรวดเร็ว และใช้ต้นทุนในการลงทุนต่ำ เป็นสิ่งที่พึงปรารถนาของทุกหน่วยงาน และอินเตอร์เน็ตเป็นสื่อที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการดังกล่าวได้ จึงเป็นความจำเป็นที่ทุกคนต้องให้ความสนใจและปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีใหม่นี้ เพื่อจะได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดังกล่าวอย่างเต็มที่
                อินเตอร์เน็ต ถือเป็นระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์สากลที่เชื่อมต่อเข้าด้วยกัน ภายใต้มาตรฐานการสื่อสารเดียวกัน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารและสืบค้นสารสนเทศจากเครือข่ายต่างๆ ทั่วโลก ดังนั้น อินเตอร์เน็ตจึงเป็นแหล่งรวมสารสนเทศจากทุกมุมโลก ทุกสาขาวิชา ทุกด้าน ทั้งบันเทิงและวิชาการ ตลอดจนการประกอบธุรกิจต่างๆ
                เหตุผลสำคัญที่ทำให้อินเตอร์เน็ตได้รับความนิยมแพร่หลายคือ
                1.  การสื่อสารบนอินเตอร์เน็ต ไม่จำกัดระบบปฏิบัติการของเครื่องคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ที่ต่างระบบปฏิบัติการกันก็สามารถติดต่อสื่อสารกันได้
                2.  อินเตอร์เน็ตไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของระยะทาง ไม่ว่าจะอยู่ภายในอาคารเดียวกันห่างกันคนละทวีป ข้อมูลก็สามารถส่งผ่านถึงกันได้
                3.  อินเตอร์เน็ตไม่จำกัดรูปแบบของข้อมูล ซึ่งมีได้ทั้งข้อมูลที่เป็นข้อความอย่างเดียว หรืออาจมีภาพประกอบ รวมไปถึงข้อมูลชนิดมัลติมีเดีย คือมีทั้งภาพเคลื่อนไหวและมีเสียงประกอบด้วยได้
                คำอื่นที่ใช้ในความหมายเดียวกับอินเตอร์เน็ต คือ Information Superhighway และ Cyberspace

 อินเตอร์เน็ตในประเทศไทย

                ประเทศไทยได้เริ่มมีการติดต่อเชื่อมโยงเข้าสู่อินเตอร์เน็ตในพ.ศ. 2535 โดยเริ่มที่สำนัก วิทยบริการจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้เช่าวงจรสื่อสารความเร็ว 9600 บิตต่อวินาทีจากการสื่อสารแห่งประเทศไทย ต่อมาใน พ.ศ. 2536 เนคเทคได้เช่าวงจรสื่อสารความเร็ว 64 กิโลบิตต่อวินาที ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการขนถ่ายข้อมูล ทำให้ประเทศไทยมีวงจรสื่อสารระหว่างประเทศ 2 วงจร หน่วยงานต่างๆ ที่เข้าร่วมเชื่อมโยงเครือข่ายในระยะแรกๆ ได้แก่สถาบันอุดมศึกษาต่างๆ และต่อมาได้ขยายไปยังหน่วยงานราชการอื่นๆ
                สำหรับภาคเอกชน ได้มีการก่อตั้งบริษัทสำหรับให้บริการอินเตอร์เน็ตแก่เอกชนและบุคคลทั่วไปที่นิยมเรียกกันว่า ISP (Internet Service Providers) หลายราย เช่น ศูนย์บริการอินเตอร์เน็ตแห่งประเทศไทย (Internet Thailand) บริษัทเคเอสซีคอมเมอร์เชียลอินเตอร์เน็ตจำกัด (Internet KSC) บริษัทล็อกซเลย์อินฟอร์เมชันจำกัด (Loxinfo) เป็นต้น โดยในการพิจารณาเลือกใช้บริการจาก ISP เอกชนเหล่านี้ สิ่งที่ควรคำนึงถึงคือ
                1.  อัตราค่าใช้จ่ายโดยรวม ทั้งค่าสมัครเป็นสมาชิกและค่าใช้จ่ายเป็นรายครั้ง รายเดือน หรือรายปี
                2.  คำนวนคู่สายโทรศัพท์ ว่ามีให้ใช้ติดต่อมากเพียงพอหรือไม่ เพราะถ้ามีไม่มากก็จะเสียเวลารอคอยนานกว่าจะเชื่อมต่อได้
                3.  ความเร็วของสายที่ใช้
                4.  พื้นที่ในการให้บริการ ควรเลือกใช้ ISP ที่อยู่ในจังหวัด หรือพื้นที่ใกล้เคียงจะเหมาะสมกว่า เพราะ ISP ส่วนใหญ่มักให้บริการในเขตกรุงเทพมหานคร