วันพุธที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2556

การจัดหาทรัพยากรสารสนเทศ




ขั้นตอนการจัดหาทรัพยากรสารสนเทศ (หนังสือ และสื่อโสตทัศน์ สื่อมัลติมีเดีย)
1  ฝ่ายห้องสมุด สำนักวิทยบริการ
- ติดต่อร้านค้า บริษัท และศูนย์หนังสือ
หรือรวบรวมรายการจากเว็บไซต์เพื่อนำรายการ
ดังกล่าวให้อาจารย์คัดเลือก
- แยกรายการหนังสือและสำเนารายการ
หนังสือตามสาขาวิชา
- ทำบันทึกข้อความขอเชิญคัดเลือกหนังสือ
- เสนอหัวหน้าฝ่ายฯ ตรวจสอบเอกสาร
(5วัน)
2  สำนักงานเลขานุการ สำนักวิทยบริการ
- งานธุรการรับเรื่อง
- เลขาสำนักฯ ตรวจสอบเอกสาร และ
เสนอผอ.ลงนาม
- ผอ.ลงนาม
- งานธุรการส่งเรื่อง
(2 วัน)
3  สำนักงานเลขานุการคณะ
- งานธุรการรับเรื่อง
- เลขาคณะเสนอคณบดี
- คณาจารย์คัดเลือกและเสนอรายการ
หนังสือเพิ่มเติม
- งานธุรการส่งเรื่อง
(20 วัน)
4  ฝ่ายห้องสมุด สำนักวิทยบริการ
- ตรวจสอบรายการหนังสือที่คัดเลือกกับ
ฐานข้อมูลทรัพยากรห้องสมุด
- พิมพ์รายการหนังสือที่สั่งซื้อ
- โทร / แฟกซ์แจ้งรายการหนังสือที่จะขอใบ
เสนอจากบริษัท ร้านค้า ศูนย์หนังสือ
- ดำเนินการตั้งเรื่อง แบบขอให้ซื้อหรือจ้าง
- เสนอหัวหน้าฝ่ายฯ ลงนาม
- ส่งเรื่อง แบบขอให้ซื้อหรือจ้างแก่เจ้าหน้าที่
พัสดุ
(3 วัน)
5  สำนักงานเลขานุการ สำนักวิทยบริการ
- งานธุรการรับเรื่อง
- เลขาสำนักฯ ตรวจสอบเอกสาร และส่งให้
เจ้าหน้าที่พัสดุ
(5วัน)
6  ฝ่ายห้องสมุด สำนักวิทยบริการ
- ตรวจรับหนังสือ
- ส่งงานลงทะเบียนหนังสือ
- แจ้งผลการจัดซื้อกับคณะต่าง ๆ
(5 วัน)
รวมระยะเวลาดำเนินการทั้งสิ้น 40 วัน (กรณีที่เป็นหนังสือภาษาไทย)
รวมระยะเวลาดำเนินการทั้งสิ้น 60 วัน (กรณีที่เป็นหนังสือภาษาอังกฤษ เพราะบริษัทต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ)


ขั้นตอนการจัดหาทรัพยากรสารสนเทศ (วารสาร/นิตยสาร)
1  ฝ่ายห้องสมุด สำนักวิทยบริการ
- รวบรวมรายการวารสาร / นิตยสารที่ต่ออายุ
สมาชิก และสมัครสมาชิกใหม่
- ดำเนินการตั้งเรื่อง แบบขอให้ซื้อหรือจ้าง
- เสนอหัวหน้าฝ่ายฯ ตรวจสอบเอกสาร
(5 วัน)
2  สำนักงานเลขานุการ สำนักวิทยบริการ
- งานธุรการรับเรื่อง
- เลขาสำนักฯ ตรวจสอบเอกสาร และส่งให้
เจ้าหน้าที่พัสดุ
(5 วัน)
รวมระยะเวลาดำเนินการทั้งสิ้น 10 วัน


ขั้นตอนการจัดเตรียมทรัพยากรสารสนเทศเพื่อบริการ
กรณีที่ไม่มีสื่อประกอบ
กรณีที่มีสื่อประกอบ
1  รับหนังสือจากการจัดซื้อ/บริจาค
2 จัดเตรียมหนังสือ
- ประทับตราห้องสมุด 3 ด้าน
- ประทับตราเลขทะเบียน 3 ที่ คือ
ด้านหน้า ,ด้านหลัง และหน้าที่ 15
- ติดใบกำหนดส่ง
- ใส่แถบแม่เหล็ก
- ติดบาร์โค้ดและลามิเน็ต
- บันทึกข้อมูล
จัดเตรียมสื่อประกอบหนังสือ
- ติดบาร์โค้ดและลามิเน็ต
- ติดเลขทะเบียน
(20 นาที/รายการ)
3  ส่งหนังสือให้ฝ่ายวิเคราะห์
4 สำเนาสื่อประกอบหนังสือ
(0.30- 2 ชม./รายการ)
ซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณเนื้อหา
4 จัดเตรียมหนังสือ
- ประทับตราห้องสมุด
3 ด้าน
- ประทับตราเลข
ทะเบียน 3 ที่ คือ
ด้านหน้า ,ด้านหลัง และ
หน้าที่ 15
- ติดใบกำหนดส่ง
- ใส่แถบแม่เหล็ก
- ติดบาร์โค้ดและ
ลามิเน็ต
- บันทึกข้อมูล
(15 นาที/รายการ)
รวมระยะเวลาดำเนินงานทั้งสิ้น 35 นาที / เล่ม


ขั้นตอนลงทะเบียนวารสาร/นิตยสาร
1  รับวารสาร/นิตยสารจากฝ่ายกิจการนิสิต
(20 นาที)
2 ลงทะเบียนวารสาร / นิตยสาร
- ประทับตราห้องสมุด 6 ที่ ได้แก่
- ด้านข้างวารสาร 3 ด้าน
- หน้าปกใน
- หน้าที่ 45
- หน้าปกหลัง
- ติดแถบแม่เหล็ก
- ลงทะเบียนในฐานข้อมูล INNOPAC (Serail Module Control)
(5 นาที/รายการ)
3  ขึ้นชั้นให้บริการ
- นำฉบับใหม่ขึ้นชั้นบริการ
- เก็บฉบับเก่าไปไว้ที่ห้องเก็บวารสาร /
นิตยสาร
(5 นาที/รายการ)
รวมระยะเวลาดำเนินการทั้งสิ้น 30 นาที


ขั้นตอนการจัดเตรียมหนังสือพิมพ์ให้บริการ
รวมระยะเวลาดำเนินการทั้งสิ้น : 5 วินาที / ฉบับ
1  ตรวจสอบและลงทะเบียน
(2 วินาที/ฉบับ)
2  ประทับตราห้องสมุด
(1 วินาที/ฉบับ)
3  ใส่ไม้แขวนให้บริการ
(2 วินาที/ฉบับ)


ขั้นตอนการจัดเตรียมทรัพยากรสารสนเทศเพื่อบริการ
กรณีที่ไม่มีสื่อประกอบ
กรณีที่มีสื่อประกอบ
1 รับหนังสือจากการจัดซื้อ/บริจาค
2 จัดเตรียมหนังสือ
-ประทับตราห้องสมุด 3 ด้าน
-ประทับตราเลขทะเบียน 3 ที่ คือ ด้านหน้า
,ด้านหลัง และหน้าที่15
-ติดใบกำหนดส่ง
-ใส่แถบแม่เหล็ก
-ติดบาร์โค้ดและลามิเน็ต
-บันทึกข้อมูล
จัดเตรียมสื่อประกอบหนังสือ
-ติดบาร์โค้ดและลามิเน็ต
-ติดเลขทะเบียน
(20นาที/รายการ)
3  ส่งหนังสือให้ฝ่ายวิเคราะห์
4 สำเนาสื่อประกอบหนังสือ
(2-0.30 ชม. / รายการ)
ซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณเนื้อหา
5  จัดเตรียมหนังสือ
-ประทับตราห้องสมุด 3
ด้าน
-ประทับตราเลขทะเบียน
3ที่ คือ ด้านหน้า,
ด้านหลัง และหน้าที่15
-ติดใบกำหนดส่ง
-ใส่แถบแม่เหล็ก
-ติดบาร์โค้ดและลามิเน็ต
-บันทึกข้อมูล
( 15นาที/รายการ)
รวมระยะเวลาดำเนินงานทั้งสิ้น 35 นาที / เล่ม

ขั้นตอนการจัดเตรียมสื่อโสตทัศน์เพื่อให้บริการ
รวมระยะเวลาดำเนินการทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง 45 นาที
1  รับสื่อโสตทัศน์จากการจัดซื้อ / บริจาค
(2 นาที)
2  จัดเตรียมสื่อโสตทัศน์
- ลงทะเบียน
- ติดบาร์โค๊ดและลามิเน็ท
- ติดเลขทะเบียนที่กล่องและคู่มือประกอบ
- สแกนปก
( 20 – 25 นาที/รายการ)
3  ส่งสื่อโสตทัศน์ให้งานวิเคราะห์ทรัพยากรสารสนเทศ
(5 นาที)
4 ส่งรายการสื่อโสตทัศน์ ให้เจ้าหน้าที่ระบบงาน
คอมพิวเตอร์ประชาสัมพันธ์บนเว็ปไซต์
(25 - 30 นาที)
5  จัดเก็บสื่อโสตทัศน์ขึ้นชั้นเพื่อให้บริการ
(3 นาที)
6  วิเคราะห์สื่อโสตทัศน์
- ลงรายการทางบรรณานุกรม
- กำหนดหัวเรื่อง
(20 – 30 นาที/รายการ)
7  จัดแสดงสื่อโสตทัศน์ที่น่าสนใจประจำเดือน
(10 นาที)

ขั้นตอนการวิเคราะห์ทรัพยากรสารสนเทศ
1  ตรวจสอบรายการหนังสือ/ สื่อโสตทัศน์
ในฐานข้อมูล INNOPAC
(1 นาที/เล่ม)
2  วิเคราะห์ทรัพยากรสารสนเทศ
- ลงรายการบรรณานุกรมและบันทึกข้อมูลใน
ฐานข้อมูล ในฐานข้อมูล INNOPAC
- กำหนดหัวเรื่อง
- กำหนดหมวดหมู่หนังสือ
(20-35 นาที/เล่ม)
3  ดำเนินการเชื่อมโยงบาร์โค้ดหนังสือ/
สื่อโสตทัศน์แต่ละเล่มกับรายการบรรณานุกรม
(5 นาที/เล่ม)
กรณีมีรายการทรัพยากร
สารสนเทศ
4  พิมพ์เลขเรียกหนังสือเพื่อติดสัน
หนังสือ
(5 นาที/เล่ม)
5  ส่งหนังสือให้งานบริการยืม-คืน
นำขึ้นชั้นเพื่อให้บริการ
(5 นาที/เล่ม)
กรณีไม่มีรายการทรัพยากร
สารสนเทศ
6  ดำเนินการเชื่อมโยงบาร์โค้ดหนังสือ/
สื่อโสตทัศน์แต่ละเล่มกับรายการบรรณานุกรม
(5 นาที/เล่ม)
7  พิมพ์เลขเรียกหนังสือเพื่อติดสันหนังสือ
(5 นาที/เล่ม)
8  เตรียมหนังสือเพื่อให้บริการ
- ติดเลขเรียกหนังสือ
- ห่อปกหนังสือ
(5 นาที/เล่ม)
9  เตรียมหนังสือเพื่อให้บริการ
- ติดเลขเรียกหนังสือ
- ห่อปกหนังสือ
(5 นาที/เล่ม)
10  ส่งหนังสือให้งานบริการยืม-คืน
นำขึ้นชั้นเพื่อให้บริการ
(5 นาที/เล่ม)
รวมระยะเวลาดำเนินการทั้งสิ้น
- กรณีมีรายการทรัพยากรในฐานข้อมูล INNOPAC 21 นาที/เล่ม
- กรณีไม่มีรายการทรัพยากรในฐานข้อมูล INNOPAC 41-56 นาที/
เล่ม

ขั้นตอนการจัดทำดรรชนีวารสาร
1  กำหนดหัวเรื่องแต่ละบทความ
2  ลงรายการและบันทึกข้อมูลทางบรรณานุกรม
ลงในฐานข้อมูล INNOPAC
(10 นาที/บทความ)
(10 นาที/บทความ)
3  ตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลดรรชนีวารสาร
ในฐานข้อมูล INNOPAC
(5 นาที/บทความ)
4  บริการสืบค้นผ่านเว็บไซต์ห้องสมุด
ผู้ใช้บริการสามารถสืบค้นได้ทันที
(2 นาที/บทความ)
(15 นาที/บทความ)
รวมระยะเวลาดำเนินการทั้งสิ้น : 42นาที/บทความ
5  พิจารณาคัดเลือกบทความ
(10 นาที/บทความ)

ขั้นตอนการจัดแสดงหนังสือใหม่
รวมระยะเวลาดำเนินการทั้งสิ้น 19 นาที/เล่ม
1  คัดเลือกหนังสือ
- พิมพ์บรรณานิทัศน์
- สแกนหน้าปกหนังสือ
(15 นาที / เล่ม)
2  ส่งไฟล์ข้อมูลให้เจ้าหน้าที่
ระบบคอมพิวเตอร์ (2 นาที)
3  เก็บหนังสือเก่าและวางหนังสือ
ใหม่บนชั้นแสดงหนังสือใหม่
(2 นาที/เล่ม)


วันศุกร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2556

การทำงานเป็นทีม



การทำงานเป็นทีม

   หมายถึง การร่วมกันทำงานของสมาชิกที่มากกว่า 1 คน โดยที่สมาชิกทุกคนนั้นจะต้องมีเป้าหมายเดียวกันจะทำ
อะไรแล้วทุกคนต้องยอมรับร่วมกัน มีการวางแผนการทำงานร่วมกัน
      การทำงานเป็นทีมมีความสำคัญในทุกองค์กรการทำงานเป็นทีมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการบริหารงานการทำงานเป็น
ทีมมีบทบาทสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของงานที่ต้องอาศัยความร่วมมือของกลุ่มสมาชิกเป็นอย่างดี


ลักษณะของทีม ลักษณะที่สำคัญของทีม 4 ประการ ได้แก่

        1. การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของบุคคล หมายถึง การที่สมาชิกตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปมีความเกี่ยวข้องกันในกิจการของกลุ่ม / ทีม ตระหนักในความสำคัญของกันและกัน แสดงออกซึ่งการยอมรับ การให้เกียรติกัน สำหรับกลุ่มขนาดใหญ่มักมีปฏิสัมพันธ์กันเป็นเครือข่ายมากกว่าการติดต่อกันตัวต่อตัว
        2. มีจุดมุ่งหมายและเป้าหมายร่วมกัน หมายถึง การที่สมาชิกกลุ่มจะมีส่วนกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมร่วมกันของทีม / กลุ่ม โดยเฉพาะจุดประสงค์ของสมาชิกกลุ่มที่สอดคล้องกับองค์การ มักจะนำมาซึ่งความสำเร็จของการทำงานได้ง่าย
        3. การมีโครงสร้างของทีม / กลุ่ม หมายถึง ระบบพฤติกรรม ซึ่งเป็นแบบแผนเฉพาะกลุ่มสมาชิกกลุ่มจะต้องปฏิบัติตามกฏหรือมติของกลุ่ม ซึ่งอาจจะเป็นกลุ่มแบบทางการ (Formal Group) หรือกลุ่มแบบไม่เป็นทางการ (Informal Group) ก็ได้ สมาชิกทุกคนของกลุ่มจะต้องยอมรับและปฏิบัติตามเป็นอย่างดี สมาชิกกลุ่มย่อย อาจจะมีกฎเกณฑ์แบบไม่เป็นทางการ มีความสนิทสนมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างสมาชิกด้วยกัน
        4. สมาชิกมีบทบาทและมีความรู้สึกร่วมกัน การรักษาบทบาทที่มั่นคงในแต่ละทีม / กลุ่ม จะมีความแตกต่างกันตามลักษณะของกลุ่ม รวมทั้งความรู้ความสามารถของสมาชิก โดยจีการจัดแบ่งบทบาทและหน้าที่ ความรับผิดชอบ กระจายงานกันตามความรู้ ความสามารถ และความถนัดของสมาชิก
         การทำงานเป็นทีมเป็นแรงจูงใจสำคัญที่จะผลักดันให้ท่านเป็นผู้นำที่ดี ถ้าท่านประสงค์ที่จะนำทีมให้ประสบความสำเร็จในการทำงาน ท่านจำเป็นต้องค้นหาคุณลักษณะของการทำงานเป็นทีมให้พบระลึกไว้เสมอว่าทุกคนมีอิสระในตัวเอง ขณะเดียวกันก็เป็นส่วนหนึ่งของทีม แล้วจึงนำเอากลยุทธ์ในการสร้างทีมเข้ามาใช้เพื่อให้ทุกคนทำงานร่วมกันและประสบความสำเร็จ


คุณลักษณะของทีม 
ทีมที่จะประสบความสำเร็จในการทำงานคือกลุ่มของบุคคลที่ทำงานร่วมกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของ ทีม ต่อไปนี้เป็นสิ่งที่ท่านและเพื่อนร่วมทีมจะต้องยึดถือเป็นกรอบเพื่อทำงานร่วมกัน - มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน
          - จัดการด้วยตนเอง
          - พึ่งพาตัวเอง
          - ขนาดของกลุ่มที่พอเหมาะ
          มีความเป็นหนึ่งเดียวกันสมาชิกของทีมที่ประสบความสำเร็จในการทำงานจะต้องมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน ทุก ๆ คนจะถูกดึงเข้ามาในทิศทางเดียวกันเพื่อให้บรรลุความสำเร็จในงาน และ / หรือบรรลุเป้าหมายร่วมกัน โดยทั่วไปแล้วงาน และ / หรือเป้าหมายอาจบรรลุได้เมื่อทำงานร่วมกันแทนที่จะต่างคนต่างทำ           ทีมงานที่มีประสิทธิภาพจะมีลักษณะโดดเด่นและสมาชิกทุกคนมีความรู้สึกว่าตนเองมีส่วนร่วมในความสำเร็จด้วย จัดการด้วยตนเอง
ทีมงานที่ประสบความสำเร็จในการทำงานมีแนวโน้มว่าจะสร้างโครงสร้างเฉพาะตนขึ้นมา เนื่องจากสมาชิกยอมรับบทบาท ของตนในเวลาต่าง ๆ กัน คล้อยตามความจำเป็น ความต้องการและความสามารถของตน บางคนอาจมีประสบการณ์ในงานเฉพาะอย่างจึงอาจเป็นคนจัดการให้คนอื่น ๆ ทำตาม คนอื่น ๆ ก็จะทำหน้าที่ในกิจกรรมของตนไปในงานที่เขาคุ้นเคย พฤติกรรมเหล่านี้จะถูกพัฒนาไปในแนวของโครงสร้างองค์กร และสมาชิกทุกคนจะต้องปฏิบัติตามพึ่งพาตัวเองสมาชิกของทีมที่ประสบความสำเร็จในการทำงานจะร่วมมือกับคนอื่น ๆ เพื่อทำงานชิ้นใดชิ้นหนึ่งหรือทำให้เป้าหมายสำเร็จอย่างไม่หลีกเลี่ยง ร่วมกันทำงานตามกำลังความสามารถของตนเอง ให้คำปรึกษาแนะนำและชักจูงเมื่อจำเป็น ร่วมประสานงานในหน้าที่และแก้ไขปัญหาอุปสรรคร่วมกัน ทุกคนต่างเอื้ออาทรช่วยเหลือกันและมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน ถ้ามีบุคคลหนึ่งบุคคลใดทำงานเกินกำลังหรือประสบปัญหายุ่งยากอันใดพวกเขาจะร่วมมือกัน เช่น อาจปกปิดคนที่มาทำงานสายหรือ เลิกงานก่อนเวลา           ขนาดของกลุ่มที่พอเหมาะโดยทั่วไปแล้วทีมงานที่ประสบความสำเร็จในการทำงานมักจะมีขนาดพอเหมาะไม่ใหญ่โตเกินไปนัก เพื่อให้สมาชิกทุกคนในกลุ่มสามารถเข้ามามีส่วนร่วมสร้างสรรค์และจัดการด้วยตัวเองได้ แบ่งงานกันทำอย่างยุติธรรม แบ่งปันความคิดเห็นและความรู้สึกอย่างเปิดเผย ร่วมกันคิดแก้ปัญหาอย่างฉับไวและทันกาล สมาชิกสัก 5 คนต่อทีมเป็นขนาดที่กำลังพอดี ถ้ามากไปกว่านั้นอาจเสียเวลาในการอภิปรายกลุ่ม ในขณะที่สมาชิกคนหนึ่งหรือสองคนกำลังทำงาน คนอื่น ๆ อาจไม่เข้าไปมีส่วนร่วมมากนัก อาจมีการจัดกลุ่มที่มีสมาชิกน้อยกว่า 5 คน ซึ่งจะมีบุคคลที่มีความสามารถไม่เพียงพอ หรือมีความรู้ไม่เพียงพอ รวมทั้งความเชี่ยวชาญในงานก็อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้งานสำเร็จอย่างเรียบร้อย แต่ไม่ว่ากลุ่มจะมีสมาชิกมากน้อยเพียงใดก็ตาม ท่านอาจไม่อยู่ในสถานะที่จะคัดเลือกได้ จำนวนสมาชิกเลขคี่จะดูสมเหตุสมผลกว่าเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญปัญหาเสียงครึ่งหนึ่งเห็นอย่างหนึ่งเสียงอีกครึ่งหนึ่งเห็นอีกแบบหนึ่งในการตัดสินปัญหาใด ๆ การรู้จักเพื่อนร่วมทีมอีกอย่างหนึ่งที่ควรจำก็คือท่านไม่ควรมีทัศนะต่อเพื่อนร่วมทีมทุกคนว่าจะมีประสิทธิภาพเป็นแบบเดียวกัน เพราะทุกคนจะมีบุคลิกภาพที่แตกต่างกันไป จึงควรพิจารณาให้ต่างทัศนะกันไป อย่างไรก็ตามบางคนก็อาจมีบุคลิกที่คล้ายคลึงกันแบบที่เราจะกล่าวต่อไป แต่โปรดระมัดระวังอย่าไปคิดว่าคุณลักษณะที่สมบูรณ์ของแต่ละคนจะไม่เหมือนกันทีเดียวนัก เพราะว่าเขาหรือเธออาจมีเพียงบางอย่างที่สอดคล้องกัน จึงจำเป็นต้องรู้จักคนแต่ละคนเป็นอย่างดีสมาชิกของทีมมักจะเป็นดังต่อไปนี้

เป็นนักคิด
          สมาชิกประเภทนี้อาจเรียกว่าเป็น " คนเจ้าความคิด " เขามักเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งที่จะต้องกระทำและมักจะมีความคิดความอ่านและมีข้อเสนอแนะต่าง ๆ มากมาย นักคิดมักไม่ค่อยสนใจในรายละเอียดมากนัก โดยปกติแล้วสมาชิกของทีมประเภทนี้จะต้องถูกจัดการอย่างระมัดระวัง ให้เกียรติ ให้กำลังใจและแม้แต่การยกย่องให้เกิดความภาคภูมิใจ เพื่อป้องกันไม่ให้เขาถอนตัวออกไปจากทีมเสียก่อน

เป็นนักจัดองค์กร
         การทำงานร่วมกับนักคิดที่สร้างสรรค์ยิ่งขึ้นซึ่งอาจเป็นนักจัดองค์กร ผู้ซึ่งชอบเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการทำงานของทีมงานเสมอ เพื่อไปจัดการและจัดสรรงานและหน้าที่ต่าง ๆ เป็นคนเจ้าหลักการและเจ้าระเบียบ แต่ก็เป็นผู้ทำงานที่มีประสิทธิภาพดี นักจัดองค์กรบางครั้งก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้มีความคิดกว้างไกล แต่ไม่ค่อยยืดหยุ่นนัก ในการทำงานเขามักจะประสบกับปัญหาสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงและและมีความไม่แน่นอน ท่านจะต้องมีแผนการฏิบัติงานที่ชัดเจนเพื่อประสานงานกับเขาอย่างสม่ำเสมอ
เป็นนักปฏิบัติการ
         สมาชิกประเภทนี้เป็นนักสร้างงาน และมีทัศนคติที่จะตั้งใจทำงานเพื่อให้มีผลงานเกิดขึ้น เป็นคนเปิดเผย หุนหันพลันแล่น ไม่อดทนหากการตัดสินใจล่าช้าหรือถูกดูแลควบคุมการปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิด และมักจะผิดหวังเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่ตั้งใจ ท่านจะต้องใช้ความพยายามควบคุมหน่วงเหนี่ยวเขาไว้เพื่อไม่ให้รับผลกระทบจากความรุนแรงที่เกิดขึ้น

เป็นสมาชิกของทีม
         ไม่น่าแปลกใจนักที่สมาชิกของทีมจะเป็นผู้ที่กระตือรือร้นในการทำงานเพื่อให้ทีมงานประสบความสำเร็จ และมีการกระทำที่สนับสนุนและสามัคคีกลมเกลียวต่อเพื่อนร่วมทีมเป็นอันดี พยายามที่จะพัฒนาและเสนอแนวความคิดของกลุ่มมากกว่าแนวความคิดของตัวเอง สมาชิกของทีมมักไม่ชอบการเผชิญหน้าและการทะเลาะเบาะแว้งกัน ไม่ต้องการต่อต้านใครคนใดคนหนึ่ง บางครั้งสมาชิกของทีมก็ไม่ค่อยได้รับความสนใจ 91 เท่าที่ควรจึงพยายามปลีกตนเองออกจากคนอื่น ๆ ท่านจะต้องกระตุ้นและชักจูงให้เขาเสนอความคิดเห็น หรือให้ข้อแนะนำและมองในด้านบวกอยู่เสมอ

เป็นนักตรวจสอบ
         ก็เป็นไปตามชื่อนั่นแหละ นักตรวจสอบหรือนักตรวจซ้ำ มักชอบจับตาดูว่ามีงานอะไรบ้างที่ก้าวหน้า เขามักคิดว่าตนเองเป็นคนยุติธรรมและมีความพิถีพิถัน แต่คนอื่น ๆ อาจมองว่าเขาเป็นคนชอบใช้อำนาจและและเป็นพวกเผด็จการ นักตรวจสอบมีบทบาทที่ต้องคอยเตือนให้ทีมงานรู้สึกถึงความจำเป็นต้องใช้ความรีบด่วนปฏิบัติงานอย่างจริงจัง เพื่อให้งานก้าวหน้าและบรรลุเป้าหมายทันเวลา ท่านอาจต้องเข้าไปประสานกับนักตรวจสอบหรือทำหน้าที่ประนีประนอมเมื่อเขามีความขัดแย้งกับเพื่อนร่วมทีมคนอื่น ๆ

เป็นนักประเมินผล
สมาชิกประเภทนี้เป็นผู้ที่สร้างสมดุลอย่างดียิ่งระหว่างนักคิดและนักปฏิบัติการ ชอบความเป็นอิสระและมักจะแยกตัวออกจากทีม มีความระมัดระวังและรอบคอบในการเข้าไปประเมินหรือวิเคราะห์ข้อมูลหรือสถานการณ์ ถึงแม้ว่านักประเมินผลจะไม่เป็นที่ชื่นชอบของสมาชิกบางคน แต่ทัศนะของเขาก็ได้รับการยอมรับนับถือจากสมาชิกร่วมทีมคนอื่นๆ

กลยุทธ์ในการสร้างทีมงาน
         โดยแนวความคิดแล้วท่านและเพื่อนร่วมทีมย่อมต้องการเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จในการทำงาน โดยมีท่านเป็นผู้นำทีม มีขั้นตอนหลายขั้นตอนที่ท่านควรนำมาใช้เพื่อให้บรรลุกระบวนการ อันได้แก่

สร้างทีมย่อย ๆ ขึ้นมา
        เห็นได้ชัดว่าท่านสามารถช่วยได้ในการกระตุ้นให้ทีมที่ประสบความสำเร็จสามารถพัฒนาสมาชิกอันมีจำกัดได้เมื่อต้องการ บางทีก็สัก 5 คน ซึ่งอาจเป็นตัวเลขที่ดีที่สุดสำหรับสภาพแวดล้อมทั่ว ๆ ไป ท่านจำเป็นต้องคิดถึงบุคคลซึ่งประกอบกันเข้าเป็นทีม คงไม่เหมาะสมนักที่จะให้มีพนักงานสองคนซึ่งเป็นนักคิดเข้าร่วมทีมจะทำให้เกิดกรณีพิพาทขึ้นภายในทีมเพราะการริเริ่มและทัศนะที่ไม่สอดคล้องกัน ฉันใดก็ฉันนั้นเราไม่ควรมีนักปฏิบัติการมากนัก เพราะแต่ละคนจะทำงานไปคนละทางสองทาง ดังนั้นจึงควรนำเอาอัตราส่วนผสมที่เหมาะสมเข้ามาใช้ในการสร้างทีม ให้มี นักคิด นักจัดองค์กร นักปฏิบัติการ และอื่น ๆ ซึ่งจะสนับสนุนซึ่งกันและกันและตรวจสอบกันเองเป็นไปตามความเหมาะสม

เห็นชอบในเป้าหมาย
        ให้แน่ใจว่าสมาชิกทุกคนรู้ว่างานของตนคืออะไร มาตรฐานและเป้าหมายคืออะไร และจะก้าวไปในทิศทางใด บุคลากรแต่ละหน่วยงานจะต้องพยายามรวมกลุ่มเข้าด้วยกันเพื่อทำงานในหน้าที่อย่างดีที่สุดและให้อยู่ในทีมเดียวกัน สิ่งเหล่านี้จะกระตุ้นให้สมาชิกทุกคนจัดรูปงานของตนเข้ากับงานของคนอื่น ๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายรวมอย่างมีประสิทธิภาพและทันเวลา ต้องให้สมาชิกทุกคนเห็นด้วยกับสิ่งที่ตนกระทำอยู่ว่ากำลังทำอะไร ทำเมื่อใด ทำอย่างไร เพราะจะช่วยให้เกิดการประสานงานและทำงานด้วยกันอย่างสามัคคีกลมเกลียว


รู้จักสมาชิกเป็นรายตัว
        เป็นที่กระจ่างชัดว่าท่านจะต้องรู้จักสมาชิกแต่ละคนในทีมเป็นอย่างดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อที่จะสามารถระบุได้ว่าสมาชิกแต่ละคนมีลักษณะสำคัญและองค์ประกอบอย่างใด ทราบจุดแข็งและจุดอ่อนของแต่ละคน ท่านจะต้องติดต่อกับแต่ละคนในลักษณะที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น นักปฏิบัติการจะต้องถูกกระตุ้นให้ทำงานช้าลง รอคอย คิดและรับฟังคนอื่นก่อนที่จะทำงานต่อ ในบางครั้งท่านจะต้องเข้าไปไกล่เกลี่ยสมาชิกของท่าน เช่น ระหว่างนักปฏิบัติการกับนักตรวจสอบ ให้ทั้งสองฝ่ายนั่งลงเจรจากัน รับฟังความคิดเห็นของแต่ละฝ่ายและยอมรับทัศนะของอีกฝ่ายหนึ่งบ้าง


รักษาไว้ซึ่งการติดต่อสื่อสารที่ดี
        การติดต่อสื่อสารระหว่างท่านและทีมงานและระหว่างทีมด้วยกันเองมีความสำคัญในการพัฒนาเพื่อนำไปสู่การเป็นทีมที่จะประสบความสำเร็จในการทำงาน การติดต่อสื่อสารสองทางอย่างต่อเนื่องและผลที่ได้รับกลับมาจะช่วยหยุดการซุบซิบนินทา ลดความสับสน ระงับปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและฟื้นฟูสัมพันธภาพโดยรวม นับเป็นความจำเป็นที่ทุกคนในองค์กรจะต้องพูดจากับคนอื่น ๆ ทั้งในการประชุมปกติที่เป็นทางการและอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อก้าวไปข้างหน้า ยอมรับคำแนะนำต่าง ๆ รับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน แบบสอบถามต่อไปนี้จะช่วยให้ท่านตัดสินใจได้ว่าท่านและทีมงานมีการติดต่อสื่อสารกันดีพอหรือไม่ อย่างใดที่จะต้องปรับปรุงบ้าง